Sunday Trip : The Old Capital
รายละเอียด :
วันที่เดินทาง : 26 มิถุนายน 2554 (13.00 – 18.00)
เดินทางโดย : เท้า, สามล้อ, รถเมล์, และแท็กซี่
กล้องที่ใช้ : Canon G10 , iPhone 4
ทริปนี้ฉุกละหุกมากกก อีกแล้ว มันเกิดจากไอเดียเมื่อวานตอนเย็นๆ คือรู้สึกว่าดูหนังบ้างอะไรบ้าง มันก็สนุกดี แต่มันไม่มีอะไรทำบ้างเลย อยู่บ้านก็เปลี่ยวเกิน ก็เลยกะว่าอยากจะออกไปทำอะไรซักหน่อย แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร ตอนแรกกะจะไปดูนกกับเพื่อนๆ แต่มันไกลไป ไม่ค่อยอยากเดินทางจริงๆ แถมมีแพลนจะไปดูหนังกับที่บ้าน X-Men อีกรอบนึงด้วยครับ เลยคิดว่าน่าจะหาที่เที่ยวคนเดียวได้ แล้วก็ใกล้ๆดีกว่า ซึ่งไอ้ที่ที่ว่าเนี่ย มันก็ใกล้อยู่แล้วนะ เพราะเป็นเด็กแถบวังบูรพาอยู่แล้ว (พ่อทำงานแถวนั้น) ก็เลยกะว่า เอาก็เอา แถวนั้นก็กรุงเก่า น่าจะมีอะไรเที่ยวเยอะ เลยลองไปดูครับ
Checkpoint 0 : YUM DORAEMON!!!
ที่จริงจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ ทริปนี้ไม่ได้เริ่มหลังจากออกเดินทางจากที่ทำงานคุณพ่อหรอกเน้อ แต่มันเริ่มก่อนหน้านั้นแล้วต่างหาก เพราะที่แรกที่ไป และอยากจะแนะนำ เป็นร้านอาหารสไตล์ไทยๆอีสานปนจีนกับฝรั่งนิดหน่อย (เอ๊ะยังไงฟะ) ที่ที่ว่านี่ก็คือร้านยำโดราเอมอนนั่นเองครับ ร้านอยู่ตรงสะพานหัน ขายอาหารพวกยำ ที่นี่มีชื่อยำหลายแบบซึ่งเอกลักษณ์คือเอาชื่อมาจากตัวการ์ตูนญี่ปุ่นเลย ก็ได้แก่ ยำอิคคิว ยำฮาโตริ และยำโดราเอมอนครับ แต่ละอย่างก็จะมีส่วนผสมต่างกันไป แต่รวมๆแล้วก็คือยำวุ้นเส้นนี่แหละครับ แต่น้ำยำที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่นนิดนึง คือเป็นสูตรของที่ร้านเอง ลองแล้วจะติดใจครับ ;D

ยำโดราเอมอนนน
สำหรับการเดินทางก็ไม่ยากเลยครับ หาทางมาที่เมอร์รี่คิงส์วังบูรพาเก่าให้ได้ก่อน หรือโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ที่อยู่ตรงข้ามเมอร์รี่คิงส์วังพูรพาก็ได้ จากโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ให้เดินตรงไป เลี้ยวซ้ายไปตามถนน ยังไม่ต้องข้ามถนนนะครับ เลาะไปตามถนนเลย เดินตรงไปนิดนึง เสร็จแล้วจะเจอร้านขายแผ่นหนังและเพลงชื่อ BKP อยู่ทางซ้ายมือ จากตรง BKP ให้ข้ามถนนไป จะเห็นบันไดลงไปด้านล่าง เข้าสู่สะพานหันครับ เสร็จแล้วก็เดินยาวต่อเข้าซอยลึกไปเลย เดินซักพักจะเจอทางสี่แพร่งที่แออัดมากมาย ไม่ต้องสนใจครับ เดินตรงต่อ ก็จะเห็นตราโดเรมอนแล้วว (ร้านอยูซ้ายมือ) ถ้าไม่เจอ ถามคนในนั้นได้เลยครับผม
Checkpoint 1 : วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)
หลังจากกินข้าวเสร็จสรรพแล้ว ก็ยัดหูฟัง หยิบกระเป๋า แล้วก็หยิบกล้องไปคล้องคอเสร็จ เตรียมออกลุยแล้วครับ
อันนี้อยากจะเล่าเล็กน้อยว่ามันเป็นความผิดผมแท้ๆเลยครับที่ได้มาที่นี่ก่อน คือที่จริงแล้วผมวางแผนว่าจะไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินะครับ แต่ว่าหลังจากนั่งรถเมล์สาย 1 (หน้าเมอร์รี่คิงส์วังบูรพาเลย) แล้วมันตื่นที่ (ไม่ค่อยได้แวะไปแถวนั้น) เลยลงป้ายก่อนกำหนด ลงที่แถวหน้าสวนเจ้าเชษฐ์น่ะครับ ตรงนั้นเป็นแยกระหว่างวัดโพธิ์กับวัดพระแก้วพอดี ก็เลยคิดว่า เดินดูวัดพระแก้วก่อนแล้วกัน คือถ้าเดินจากตรงนั้นที่ผมลง ก็ต้องเดินย้อนลงไปทางกระทรวงกลาโหม เพราะทางเข้าอยู่ฝั่งตรงข้ามครับ (เข้าจากทางด้านหลังวัดนะ)
เข้าไปแล้วก็ไปดูศิลปะประติมากรรมฝาผนังซักเล็กน้อย (อ้อ แต่งตัวต้องเรียบร้อยสุภาพนะครับ รู้สึกว่าขาสั้นจะเข้าไม่ได้ เดฟก็ไม่น่าจะได้เหมือนกัน) แล้วก็ค่อยเดินไปดูรอบๆตัวอุโบสถครับ ชาวต่างชาติเยอะมากครับ มีทั้งฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากมายไปหมด (คนไทยก็มีแต่คนต่างจังหวัดนะ เท่าที่เห็นชัดๆ อารมณ์ว่ามาจากต่างจังหวัดกันหลายๆคนมาเที่ยว) ก็เดินดูรอบๆถ่ายรูปจนเสร็จแล้วก็เดินออกมาครับ
ระหว่างทางออกจะเห็นว่ามีพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ด้วยนะ จัดแสดงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ลองไปดูของเก่าได้ครับ ไม่เก็บเงิน แต่ห้ามเราเก็บภาพออกมานะครับ (อาจสงสัยว่าทำไมรายละเอียดมันน้อยจัง เพราะมาคร้ังที่สามแล้วครับผม ก่อนหน้านี้เคยมาไปแล้วสองรอบ วันนี้ที่นี้เลยเน้นถ่ายรูปเลย)
ได้แอบถ่ายพี่ยามเฝ้าประตูมาด้วยนะครับ ยืนนิ่งทำไรไม่ได้เลย สุดยอดมาก ทำได้ยังไงกันนะ (ขอตั้งชื่อภาพว่า แผ่นหลังลูกผู้ชาย ฮ่าๆ)
ตอนนี้ท้องฟ้าก็ออกครึ้มๆแล้ว ก็กลัวว่าฝนจะตกอยู่เหมือนกัน แต่มาถึงนี่แล้ว ก็ต้องสู้ต่อไปสิครับ ฮ่าๆๆ

เมฆเยอะมากกก
Checkpoint 2 : อาคารเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังจากเดินออกมาตรงทางออกวัดพระแก้วแล้ว (ทางออกหลักเลยเน้อ) ก็ข้ามถนนทำตัวประหนึ่งเป็นไกด์ให้คนญี่ปุ่น (ที่จริงวิ่งพร้อมเขาเพราะกลัวโดนชนครับ ฮา) วิ่งข้ามถนนมา แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆเลยครับ ไปทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันนี้ก็บังเอิญอีกแล้ว คือตอนแรกคิดว่าจะไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ระหว่างทางเห็นตึกสีเหลืองตรงข้ามศาลฎีกา (คนละฝั่งของสนามหลวงนะ) ตอนแรกเดินผ่านไปแล้ว แต่พี่หน้าประตูพูดเสียงดังเลย (สงสัยเห็นสะพายกล้อง) บอกว่าเชิญชมก่อนได้นะครับ ถ่ายรูปได้ครับ ก็เลย เอาก็เอา น่าสนใจดีเหมือนกัน (ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าตึกอะไร ฮ่าๆๆ) ต้องถอดรองเท้าก่อนนะครับ แล้วก็เข้าไปถึง ลงทะเบียนชื่อแค่น้ัน เดินชมได้เลย
ตัวตึกแบ่งเป็นสองส่วนนะผมว่า ส่วนแรกคือขวามือจากที่เข้าไปเลย เป็นที่ขายของที่ระลึก และชมวีดีทัศน์ให้ฟีลนั่งชิลๆ มีโต๊ะให้นั่งเป็นโต๊ะกลม แล้วก็มีเปิดวีดีทัศน์อยู่
ส่วนทางขวามือเป็นนิทรรศการของรัชกาลที่ 5 ครับ ผมไม่มั่นใจนะว่าต้องเดินดูจากฝั่งไหน แต่ผมไปเริ่มจากฝั่งไกลประตูก่อน (อ้อลืมบอกไป ที่นี่ติดแอร์ครับ เข้ามานั่งพักร้อนก่อนได้ สบายมาก) ก็เดินมาเรื่อยๆก็จะมีอารมณ์เป็นโมเดลตึกที่ทรงให้สร้าง
พระราชกรณียกิจ อาทิเช่นเรื่องการไฟฟ้า รถยนต์ และโทรศัพท์ (น่าสนใจดีนะครับ ผมว่าเขาจัดสวยดีมากเลย แม้จะสู้นิทรรศน์ไม่ได้ แต่ก็โอเคเลย มี interaction ให้ยกหูโทรศัพท์สมัยโบราณเพื่อให้ฟังเฉลยว่าโทรศัพท์ครั้งแรกมีเมื่อไหร่ อะไรแบบนี้ ภาพก็สวย)
จากนั้น ก็มีเรื่องเลิกทาสด้วยครับ (อันนี้ใช้เทคนิกแบบเดียวกับที่นิทรรศน์เลย แต่เจ๋งดีนะ) ระหว่างทางก็ถ่ายรูปตามสะดวกเลยเน้อ ฉากสวยครับ
Checkpoint 3 : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
หลังจากออกมาแล้ว (ออกมาพี่ที่ต้อนรับยังกุลีกุจอมาขอบคุณเลยครับ น่ารักมาก) ก็เดินตรงยาวไปตามทางเดินที่ตั้งใจแหละครับ ก็ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ตรงต่อไปนิดเดียวซ้ายมือก็จะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว อันนี้ก็เดินตรงเข้าไป แล้วก็ไปทางซ้ายมือก่อนนะครับเพื่อซื้อตั๋ว (ที่จริงนักเรียนนักศึกษามันฟรีนะ แต่ผมไม่มั่นใจ ขี้เกียจถาม เลยจ่ายไปเลย คนไทย 30 บาท ฝรั่งต่างชาติ 200 ครับ) เสร็จก็เดินเข้าไปครับ (อ้อ ที่นี่ห้ามถ่ายรูปและวีดีโอใดๆทั้งสิ้นนะครับ)
อยากจะ review ที่นี่สักนิดนึง คือมันให้ฟีลแบบเรียน ม ต้นของผมมากๆเลยละครับ รู้สึกว่า เอาหนังสือเรียนลอกมาแล้วมาปะเลยทีเดียว (หรือหนังสือเรียนไปลอกที่นี่มาก็ไม่รู้นะ ฮ่าๆๆ) คือเนื้อหาค่อนข้างละเอียดมาก เริ่มตั้งแต่มีประเทศไทยมาเลย (คุ้นๆไหมครับ ทฤษฎีที่บอกว่าเรามาจากอัลไต มาจากเสฉวน อะไรแบบนี้ไงครับ ^^) แล้วก็เริ่มไปเรื่อยๆเป็นทวารวดี สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ (อย่างละเอียดมาก) คือระหว่างทางก็จะมีเนื้อหาเยอะมากครับ แล้วก็มีภาพให้ดูบ้าง แต่ที่ผมแนะนำคือของเก่านี่แหละครับ ที่นี่เป็นที่ที่ของแท้หลายอย่างมาเก็บไว้เยอะมากจริงๆ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเข้ามาดูแล้วก็อยากให้แวะชมของตามตู้เยอะๆหน่อยครับ (อย่าว่าผมนะ แต่รายละเอียดที่เป็นตัวหนังสือมันเยอะไป) ที่มีบุญได้เห็นมาจริงๆก็อย่างเช่น หนังสือจินดามณี หลักศิลาจารึก (อันนี้สุดยอดมาก) และคันไถของแท้ที่รัชกาลที่ 5 ใช้ในพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือจะเป็นของกำนัลที่เราเคยเรียนว่าโปรตุเกส หรือพระนางเจ้าวิคตอเรียส่งมาเป็นบรรณาการนั่นเองครับ เห็นของแท้จริงๆก็คราวนี้แหละ แหะๆ
พิพิธภัณฑ์ทางเดินเป็นเส้นตรงนะครับ (หมายถึงกำหนดทางเดินฟิก) เพราะมันไล่ timeline ของกำเนิดไทยเลย ระหว่างทางก็มีพัดลมให้ครับ (ลูกทุ่งมาก คือไม่มีแอร์) และก็บางปุ่มที่กดแล้วมีเสียงอะไรแบบนี้มันเสียนะครับ ก็อย่าได้ใส่ใจไป ฮ่าๆ (เยอะอยู่เหมือนกันนะ แต่อาจขาดงบแก้ไขมั้ง) โดยรวมแล้วคุณภาพการจัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ให้ฟีลขลังอยู่เหมือนกัน เน้นดูของเก่าเอาครับ
อ้อออ มีเรื่องที่แปลกมากอีกเรื่องนึงที่นี่ คือผู้เข้าชมส่วนมากเป็นฝรั่งกับญี่ปุ่นครับ (นี่มัน National Musuem ไม่ใช่หรอฟะ) มีคนไทยบ้างแต่เป็นเด็กอารมณ์ ม.ต้น มาหาข้อมูลทำรายงานหมดเลยครับ พกสมุดกันมาคนละเล่ม แล้วก็มานั่งจดยิกๆ (เพราะไม่ให้ถ่ายรูปกัน) น่ารักดีเหมือนกัน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่า แบบนี้อนาคตต่อไปอย่าพูดเลยเวลามีฝรั่งมาพูดถึงบ้านเรา ว่าประวัติศาสตร์ไทย คนไทยรู้ดีสุด คือต่างชาติยังสนใจประวัติศาสตร์เรามากกว่าพวกเราเลยนะ
ปลายพิพิธภัณฑ์จะมาจบที่ผลิตภัณฑ์จากสวนจิตรลดาครับ (ก็คือรัชกาลที่ 9 ของเรานั่นเอง) ที่จริงผมคิดว่ามันก็เป็นหัวข้อเดียวกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์นะ (ในส่วนหลังๆที่เลยอยุธยาไปแล้ว) แต่ที่นี่ค่อนข้างขาดงบ และนำเสนอไม่ได้น่าสนใจเท่า ก็ต้องเข้าใจครับ ว่าคนเข้ามันน้อยจริงๆ
Checkpoint 4: วัดราชนัดดา และโลหะปราสาท
มาถึงก็ถ่ายรูปตรงลานที่ประทับด้านหน้าเล็กน้อย แล้วก็เดินเข้าไปข้างในวัดเลาะไปขึ้นโลหะปราสาทครับผม
สิ่งที่น่าตกใจก็คือ นอกจากที่นี่จะมีให้ชมตัวอาคารแล้ว ด้านล่างยังจัดเป็นนิทรรศการย่อยๆด้วย!! (เดี๋ยวนี้ทันสมัยจริงๆ) และก็ไม่ใช่ย่อยๆนะครับ สวยเหมือนกัน
ก็มีตั้งแต่วีดีทัศน์แนะนำ (อ้อ ก่อนเข้าชมต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกเลยเน้อ) มีแผนภาพประกอบการอธิบายโครงสร้างปราสาท พิมพ์เขียว
หรือมีทันสมัยกระทั่งแบบ interaction เลยนะ (ชอบมาก ก็มี ตีระฆังเลือกหลักธรรมให้อธิบาย กับ หมุนนาฬิกาแล้วจะเป็นภาพโลหะปราสาทตั้งแต่ยุคเดิม ถ้าเราหมุนให้มันไปข้างหน้าก็จะเห็นว่ามีการต่อเติมอะไรมากขึ้น เจ๋งมากๆ) พอชมส่วนนิทรรศการเสร็จ ก็เดินบันไดวนขึ้นด้านบนเพื่อไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุครับ
ระหว่างทางเดินขึ้นบันไดวันก็จะมีจุดหยุดพักเป็นชั้นๆไป ซึ่งแต่ละชั้นก็อาจจะมีต่างกัน เช่น ชั้นสองจะมีพระพุทธรูปรวมถึงหนังสือธรรมะและเบาะให้นั่งอ่านดู ซึ่งเดินขึ้นไปเรื่อยๆก็อาจจะไปเจอกับยอดปราสาทอันข้างๆ (ผมไม่รู้เขาเรียกอะไร มันมีชื่อแต่ละชั้นนะครับ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา)
แต่สุดท้ายแล้วก็จะออกไปที่ยอดด้านบน ก็คือที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ นมัสการเสร็จ ณ จุดจุดนี้จะเห็นวิวเมืองจากด้านบนพอสมควร ลมเย็นตีตลอดครับ
(ไม่รู้ผมเปลี่ยวรึเปล่า หรือท้องฟ้าเย็นๆวันนี้มันมีเมฆมากด้วย มันเลยดูแบบมองดูจากมุมสูงแล้วเป็นเมืองเหงาๆเหมือนกัน แล้วก็แถบพระนครเก่านี้ไม่ค่อยมีตึกสูงด้วย เห็นแต่วัดกับหลังคาสังกะสี แล้วก็ถนน มันเลยให้ฟีลแบบอ้างว้างหน่อยๆ)
ความรู้สึกที่มีต่อที่นี่คือค่อนข้างเปลี่ยวและวังเวงนะ ผมรู้สึกว่าศักดิ์สิทธ์แต่น่ากลัวเหมือนกัน ซึ่งเข้าใจได้ว่าอาจเป็นเพราะคนมานมัสการน้อยมากกก (นับคนได้ ประมาณ 6 คน ที่เจอกันตลอดขึ้นลง ผมกระแดะมาคนเดียวด้วยไง ฮ่าๆๆ) แล้วก็ด้วยบรรยากาศของตัวปราสาทแล้ว (บันไดวน แล้วก็แต่ละชั้นก็ลองจินตนาการแบบปราสาทหินพนมรุ้งนะครับ แบบ มันเป็นบล็อกๆ พอเดินได้คนเดียว แคบๆ แล้วมองไปทางไหนก็เจอแต่พระพุทธรูป) แถมไม่มีคนดูแล ก็เลยคิดว่า เหมาะกับการมาตอนกลางวันมากกว่านะ (เย็นๆก็เปิดนะ แค่ว่าต้องเปิดไฟแต่ละชั้นเอง o_O) แต่ผมก็คาดว่าอาจมาใหม่กลางคืนสักวัน เพราะอยากเห็นวิวกรุงเทพกลางคืนเหมือนกัน
Checkpoint 5: ภูเขาทอง
หลังจากลงมาแล้วก็เดินออกทางเก่าครับ ข้ามถนนเล็กๆไปตรงป้อมพระกาฬ จากตรงนั้นผมมองเห็นภูเขาทองนะ แต่ไม่รู้เดินเข้าไปยังไง ก็เลยคลำทางอยู่พอสมควร ระหว่างทางก็เดินไปด้านหลังป้อม ได้ไปเจอคนแต่งตัวสกปรกๆนั่งกับแมวเหมียวตัวนี้ ตอนแรกกะว่าดูท่าที ถ้าไม่ดีจะวิ่ง แต่เขาไม่ได้ทำอะไรครับ ก็เลยลองผิวปากเรียกแมวดู
แมวน่ารักมากเลยนะ มันเดินมาแล้วก็เอาหัวไถขาแบบไม่กลัวเลย ฮ่าๆ นั่งเล่นกับมันสิบกว่านาที ถ่ายรูปไปหลายรูปลืม เวลาไปเลย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เออต้องไปภูเขาทองต่อนิหว่า – -’ ก็เลยเดินต่อ
ออกมาข้ามสะพานตรงคลองตรงนั้นแล้วก็เดินตรงยาวเข้าไปเลยก็จะเจออยู่ซ้ายมือครับ
ยอมรับว่าครั้งแรกไม่ได้คิดว่าจะเป็นแบบนี้ ก็คือทางขึ้นมันมีต้นไม้ขึ้นเยอะมากกก ก็เลยตกใจ แต่เขาทำทางขึ้นโอเคเลยนะ ลองคิดดูมันจะคล้ายๆทางขึ้นดอยสุเทพ เพียงแต่ขั้นบันไดชันน้อยกว่า คนสูงอายุก็เดินได้ง่าย (แต่ไม่มีกระเช้านะเออ)
ก็ระหว่างทางเดินขึ้นไปก็จะมีระฆังให้ตีบ้างเป็นระยะ พร้อมแรงผลักดันให้เดินต่อเป็นวิวเมืองที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างทางก็เจอเรื่องประหลาดอีกแล้วครับ คือมีนกไปอาบน้ำในถังสระบัว ก็เลยแอบถ่ายมาให้ดูได้รูปนึง ฮ่าๆ (แปลกนะ คือผมมองผ่านไปตอนแรก แล้วก็เห็นหัวไอ้เจ้าตัวนี้โผล่มา แบบงง – -”) สุดท้ายก็ถึงจุดพักตรงด้านบนนี้ครับ
ส่วนข้างบนนี้ก็จะมีพระพุทธรูปให้บูชาบ้าง และมีตู้บริจาคบ้างครับ มีพระท่านเทศน์กับให้พรอยู่ด้วยนะ ตรงกลางถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอพระบรมสารีริกธาตุให้นมัสการเหมือนกัน ก็เลยไปนั่งอธิษฐานมาหนึ่งรอบ ตอนนี้ก็เจอคุณลุงท่านนึงมาคนเดียวมั้ง ยื่นมือถือให้ถ่ายรูปให้หน่อย ก็ช่วยเหลือกันไป (ชั้นนี้มีของที่ระลึกกับน้ำและไอศกรีมขายด้วยเน้อ เผื่อเดินขึ้นมาเหนื่อยๆ)
เอ้ออออ ลืมไปเลย ระหว่างทางขึ้นเจอเรื่องสุดซึ้งมาด้วยครับ คือผมเจอคุณลุงคนนึงเดินกับคุณป้าคนนึงตอนระหว่างทางที่เดินขึ้นมาแล้ว เห็นสองคนนี้จูงมือกันเดินมาเลย ทีนี้ตรงจุดพักด้านบนมันมีที่ให้นั่งพักใช่ไหมครับ ผมถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินผ่านก็เห็นคู่นี้นั่งอยู่พอดี (เพิ่งมานั่งนะ สงสัยเพิ่งเดินมาถึง) คุณป้าก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้คุณลุง ซึ้งมากกก คือ เล่าแบบนี้มันไม่ซึ้ง แต่ต้องมาเจอจริงๆครับ คือแบบพูดไม่ถูกเลย คนแก่งกเงิ่นๆสองคนมาดูแลกัน แล้วก็มากันเอง (ไม่รู้ลูกหลานไปไหน) สุดยอดมาก
อ้ะ กลับมาเรื่องของเราต่อ หลังจากเสร็จธุระแล้วก็ขึ้นไปด้านบนอีกชั้นนึงครับ ชั้นนี้คือบนสุดแล้ว เห็นวิวเมืองชัดมากกก
คนเยอะพอสมควรเหมือนกัน ก็นมัสการเจดีย์ (ที่สร้างครอบพระบรมสารีริกธาตุไว้อีกที) อ้ออออ ตรงระเบียงของชั้นบนสุดจะมีกล้องส่องทางไกลบริการให้ฟรีด้วยนะครับ มันส่องได้ไกลมากกกจริงๆ คือมองจากที่นั่นไปเห็นแท็กซี่กำลังขึ้นทางด่วนดินแดงพระรามเก้าเลย สุดยอด ฮ่าๆ ก็นั่งแช่อยู่ตรงนั้นนานเหมือนกันครับ อยากถ่ายรูป แต่ก็กล้าๆกลัว ไม่อยากรบกวนคนอื่น สรุปก็เลยถ่ายแต่รูปคนอื่นมาแทน ฮ่าๆ แล้วก็ได้สั่นฆ้องไปรอบนึง
เสร็จแล้วก็เดินลงมาครับ กลับลงมาทางเดิม แต่ทีนี้ก่อนลงมาถึงชั้นล่างมันจะมีทางแยก (ตอนแรกตอนขึ้นก็น่าจะเห็นนะ) คือไปนมัสการหลวงพ่อโต ผมก็เลยตัดสินใจลงไปทางนี้แทนครับ
ก็ลงมามีฆ้องให้สั่นอีกหนึ่งรอบนะ ก็สั่นก่อน แล้วก็ถอดรองเท้า เข้าไปนมัสการด้านใน แล้วก็ตัดสินใจเล่นเซียมซี
ได้เบอร์ 11 ครับ (เผื่อใครจะเอาไปแทงหวยฮ่าๆๆๆๆ) ก็ดีเหมือนกันนะ เสร็จแล้วก็ออกไปไหว้พระด้านหน้าอีกรอบครับ
รู้สึกดีมากเลยนะ ตอนเข้าวัดเนี่ย หรือเพราะบรรยากาศมันเงียบไม่รู้ มันรู้สึกสงบ แล้วก็สบายใจมากเลยครับ เห็นคนที่มาไหว้พระก็มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใสนะ ใครบ้านไม่ได้ไกลมากก็น่าสนใจมาเยี่ยมนมัสการเหมือนกันเน้อ
)
Checkpoint 6: นิทรรศน์รัตนโกสินทร์
หลังจากลงมาจากภูเขาทองแล้ว ตอนแรกไม่รู้ทางเลย เลยเรียกสามล้อไปวัดราชนัดดาใหม่อีกรอบ (เพราะเริ่มเย็นแล้ว) แต่สรุปว่าเดินไปแปปเดียวก็จะไปออกที่เก่าแล้วครับ – -” เสียไปฟรี 30 บาท ตอนแรกก็กะจะไปเพื่อดูวิวเมืองชั้นบนสุด เพราะคราวที่แล้วมาดึกไปไม่ได้ดู แต่ปรากฏว่านิทรรศน์รอบปกติเริ่มหกโมงเลย ซึ่งเลยเวลาผมไปแล้ว แต่เขาเสนอมาว่ามีห้องเปิดใหม่ครับ (เพิ่งเปิดเองนะ สองห้อง) ก็เลยตัดสินใจจะดู รอบเริ่มที่ 5 โมงตรง เป็นคนละเส้นทางกับห้องเก่่าเลยนะ ต้องไปเป็นคณะเท่านั้นด้วย เดินย้อนกลับมาไม่ได้ด้วย (อ้ออออ ลืมบอกไป นิทรรศน์รัตนโกสินทร์อยู่ข้างวัดราชนัดดากับโลหะปราสาทเลยนะครับ เลยออกมาทางด้านติดกับถนนราชดำเนิน นักศึกษา นักเรียนเข้าชมฟรี ส่วนบุคคลทั่วไปไม่มั่นใจเน้อ ลองเช็คข้อมูลได้ที่นี่เลยครับ http://www.nitasrattanakosin.com/)
คราวที่แล้วที่มานับว่าประทับใจที่นี่มากกก คือจัดได้สวยงามและลงตัวมากๆ มี interaction กับงานด้วย ไม่ได้มาดูๆอย่างเดียว (ไอเดียการดีไซน์แต่ละห้อง คอนเซ็ปท์ และตัวตึกสุดยอดจริงๆ) แต่เพิ่งมารู้จากพี่พนักงานทีหลังครับว่าชมห้องสองห้องหลังที่เพิ่งสร้าง ใช้เวลาสองชั่วโมงเท่าห้องชุดแรกทั้งหมดเลย ก็เลยกลัวว่าจะไม่ทัน (ไปดูหนังกับที่บ้าน) พี่เขาเลยบอกว่า ให้ดูห้องนึงไปก่อนแล้วออกมาครับ (ไม่บอกนะว่าข้างในเป็นยังไง เพราะผมว่าจะดีกว่าถ้าไปเจอเลย เอาว่ามันดีมากๆๆทุกอย่างเลยแล้วกัน ที่นี่แนะนำมาก แบบไปกันให้ได้นะ) จนดูจบไปห้องนึงแล้วก็ออกมาตอนหกโมงครับ ก่อนออกก็แวะซื้อน้ำจาก True Coffee ที่ด้านล่างนิดนึง บรรยากาศดีมากนะ ใครมาอ่านหนังสือก็มาได้ แล้วก็ได้ออกมาเรียกรถสามล้อกลับไปที่เมอร์รี่คิงส์
ส่งท้าย
ก็หมดลงไปแล้วกับทริปสั้นๆวันนี้ ที่พกกระเป๋าตังค์ มือถือ กล้อง G10 หูฟัง (ซึ่งไม่ได้ฟังเพลงเลย ถอดออกแต่แรกตอนลงรถเมล์) ไปเดินเอางงๆ นับว่าก็ได้ความประทับใจมากอยู่เหมือนกัน ระหว่างตอนกลับลงจากรถสามล้อเจอฝรั่งมาถามทางด้วย ว่าไปสะพานพุทธยังไง ไอ้ผมก็เดินทางแบบมั่วๆไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก เลยกะใช้ iPhone map ช่วย แต่ลนมากไม่รู้ทำยังไงดี (เขาบอกว่าอยากเดินไปด้วย) สุดท้ายก็ต้องโทรไปถามแม่ว่าไปยังไงจากตรงนั้น พอบอกเขาแล้วรีบขอบคุณใหญ่เลยครับ เป็นความรู้สึกที่ดีมากนะ ได้ช่วยต่างชาติเนี่ย
)
ก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากแล้วเกี่ยวกับทริปนี้ ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงก็คงเปลี่ยวๆดีไปอีกแบบ แต่ก็ประทับใจในหลายอย่างนะ คืออยู่แถวนี้มา 19 ปี เพ่ิงได้มาเยี่ยมชมหรือรู้ว่ามีอะไรน่าไปบ้างแถวนี้ ทั้งๆที่บางที่นั่งรถผ่านทุกวันยังไม่ได้เคยเข้าเลย คนก็น้อยมากบางที่ที่ไป ทำให้รู้สึกว่าบางทีเราวัตถุนิยมมากไปนะ (คืออย่าว่างี้เลยครับ ผมอะแหละตัวดี เหอๆ) แต่พอบางทีมาฉุกคิดได้ตอนอยู่ในวัดสงบๆ มันก็ดีต่อจิตใจเหมือนกันนะ รู้สึกดีมากๆเลย บางที่เห็นฝรั่งมาเดินเยอะมาก ต่างชาติมาเดินเยอะมาก ก็เสียดายแทน คนไทยไม่ต้องจ่ายด้วยซ้ำบางที่อะ แต่ก็เลือกไปเดินห้างอะไรกันมากกว่า (ก็เข้าใจนะ แต่ถ้าบางทีแวะไปเข้าวัดหรือดูตามพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้บ้าง มันก็จรรโลงใจไปอีกแบบ) เสียดายแทนของดีๆที่อยู่ใกล้ตัวที่ไม่เคยได้สัมผัสกัน ^^”
ยังไงก็แล้วแต่ ทริปวันนี้ก็จบลงไปแล้ว ขอบคุณทุกคนมากๆนะที่เข้ามาเยี่ยมเยียนอ่านกัน แค่คลิกเข้ามาก็ดีใจแล้ว จะดีใจกว่าถ้ามีคนไปเที่ยวมาบ้างแล้วมาบอกเล่าสู่กันฟังว่าเป็นยังไง เผื่อผมจะไปเที่ยวบ้าง ใครอ่านแล้วอะไรยังไง สงสัยรายละเอียดหรือยังไง หรืออยากคุยกันก็ติดต่อมาได้ทาง twitter @LifeAddicts นะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ตามอ่านมาครับบบ ^^
















































