Sunday Trip: The Old Capital

June 27, 2011 - One Response

Sunday Trip : The Old Capital

รายละเอียด :
วันที่เดินทาง : 26 มิถุนายน 2554 (13.00 – 18.00)
เดินทางโดย : เท้า, สามล้อ, รถเมล์, และแท็กซี่
กล้องที่ใช้ : Canon G10 , iPhone 4

ทริปนี้ฉุกละหุกมากกก อีกแล้ว มันเกิดจากไอเดียเมื่อวานตอนเย็นๆ คือรู้สึกว่าดูหนังบ้างอะไรบ้าง มันก็สนุกดี แต่มันไม่มีอะไรทำบ้างเลย อยู่บ้านก็เปลี่ยวเกิน ก็เลยกะว่าอยากจะออกไปทำอะไรซักหน่อย แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร ตอนแรกกะจะไปดูนกกับเพื่อนๆ แต่มันไกลไป ไม่ค่อยอยากเดินทางจริงๆ แถมมีแพลนจะไปดูหนังกับที่บ้าน X-Men อีกรอบนึงด้วยครับ เลยคิดว่าน่าจะหาที่เที่ยวคนเดียวได้ แล้วก็ใกล้ๆดีกว่า ซึ่งไอ้ที่ที่ว่าเนี่ย มันก็ใกล้อยู่แล้วนะ เพราะเป็นเด็กแถบวังบูรพาอยู่แล้ว (พ่อทำงานแถวนั้น) ก็เลยกะว่า เอาก็เอา แถวนั้นก็กรุงเก่า น่าจะมีอะไรเที่ยวเยอะ เลยลองไปดูครับ

Checkpoint 0 : YUM DORAEMON!!!

ที่จริงจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ ทริปนี้ไม่ได้เริ่มหลังจากออกเดินทางจากที่ทำงานคุณพ่อหรอกเน้อ แต่มันเริ่มก่อนหน้านั้นแล้วต่างหาก เพราะที่แรกที่ไป และอยากจะแนะนำ เป็นร้านอาหารสไตล์ไทยๆอีสานปนจีนกับฝรั่งนิดหน่อย (เอ๊ะยังไงฟะ) ที่ที่ว่านี่ก็คือร้านยำโดราเอมอนนั่นเองครับ ร้านอยู่ตรงสะพานหัน ขายอาหารพวกยำ ที่นี่มีชื่อยำหลายแบบซึ่งเอกลักษณ์คือเอาชื่อมาจากตัวการ์ตูนญี่ปุ่นเลย ก็ได้แก่ ยำอิคคิว ยำฮาโตริ และยำโดราเอมอนครับ แต่ละอย่างก็จะมีส่วนผสมต่างกันไป แต่รวมๆแล้วก็คือยำวุ้นเส้นนี่แหละครับ แต่น้ำยำที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่นนิดนึง คือเป็นสูตรของที่ร้านเอง ลองแล้วจะติดใจครับ ;D

ยำโดราเอมอนนน

สำหรับการเดินทางก็ไม่ยากเลยครับ หาทางมาที่เมอร์รี่คิงส์วังบูรพาเก่าให้ได้ก่อน หรือโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ที่อยู่ตรงข้ามเมอร์รี่คิงส์วังพูรพาก็ได้ จากโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ให้เดินตรงไป เลี้ยวซ้ายไปตามถนน ยังไม่ต้องข้ามถนนนะครับ เลาะไปตามถนนเลย เดินตรงไปนิดนึง เสร็จแล้วจะเจอร้านขายแผ่นหนังและเพลงชื่อ BKP อยู่ทางซ้ายมือ จากตรง BKP ให้ข้ามถนนไป จะเห็นบันไดลงไปด้านล่าง เข้าสู่สะพานหันครับ เสร็จแล้วก็เดินยาวต่อเข้าซอยลึกไปเลย เดินซักพักจะเจอทางสี่แพร่งที่แออัดมากมาย ไม่ต้องสนใจครับ เดินตรงต่อ ก็จะเห็นตราโดเรมอนแล้วว (ร้านอยูซ้ายมือ) ถ้าไม่เจอ ถามคนในนั้นได้เลยครับผม

Checkpoint 1 : วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

หลังจากกินข้าวเสร็จสรรพแล้ว ก็ยัดหูฟัง หยิบกระเป๋า แล้วก็หยิบกล้องไปคล้องคอเสร็จ เตรียมออกลุยแล้วครับ

The Giant

อันนี้อยากจะเล่าเล็กน้อยว่ามันเป็นความผิดผมแท้ๆเลยครับที่ได้มาที่นี่ก่อน คือที่จริงแล้วผมวางแผนว่าจะไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินะครับ แต่ว่าหลังจากนั่งรถเมล์สาย 1 (หน้าเมอร์รี่คิงส์วังบูรพาเลย) แล้วมันตื่นที่ (ไม่ค่อยได้แวะไปแถวนั้น) เลยลงป้ายก่อนกำหนด ลงที่แถวหน้าสวนเจ้าเชษฐ์น่ะครับ ตรงนั้นเป็นแยกระหว่างวัดโพธิ์กับวัดพระแก้วพอดี ก็เลยคิดว่า เดินดูวัดพระแก้วก่อนแล้วกัน คือถ้าเดินจากตรงนั้นที่ผมลง ก็ต้องเดินย้อนลงไปทางกระทรวงกลาโหม เพราะทางเข้าอยู่ฝั่งตรงข้ามครับ (เข้าจากทางด้านหลังวัดนะ)

จากมุมสูงนิดนึง

เข้าไปแล้วก็ไปดูศิลปะประติมากรรมฝาผนังซักเล็กน้อย (อ้อ แต่งตัวต้องเรียบร้อยสุภาพนะครับ รู้สึกว่าขาสั้นจะเข้าไม่ได้ เดฟก็ไม่น่าจะได้เหมือนกัน) แล้วก็ค่อยเดินไปดูรอบๆตัวอุโบสถครับ ชาวต่างชาติเยอะมากครับ มีทั้งฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากมายไปหมด (คนไทยก็มีแต่คนต่างจังหวัดนะ เท่าที่เห็นชัดๆ อารมณ์ว่ามาจากต่างจังหวัดกันหลายๆคนมาเที่ยว) ก็เดินดูรอบๆถ่ายรูปจนเสร็จแล้วก็เดินออกมาครับ

ระหว่างทางออกจะเห็นว่ามีพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ด้วยนะ จัดแสดงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ลองไปดูของเก่าได้ครับ ไม่เก็บเงิน แต่ห้ามเราเก็บภาพออกมานะครับ (อาจสงสัยว่าทำไมรายละเอียดมันน้อยจัง เพราะมาคร้ังที่สามแล้วครับผม ก่อนหน้านี้เคยมาไปแล้วสองรอบ วันนี้ที่นี้เลยเน้นถ่ายรูปเลย)

ได้แอบถ่ายพี่ยามเฝ้าประตูมาด้วยนะครับ ยืนนิ่งทำไรไม่ได้เลย สุดยอดมาก ทำได้ยังไงกันนะ (ขอตั้งชื่อภาพว่า แผ่นหลังลูกผู้ชาย ฮ่าๆ)

แผ่นหลังลูกผู้ชาย

ตอนนี้ท้องฟ้าก็ออกครึ้มๆแล้ว ก็กลัวว่าฝนจะตกอยู่เหมือนกัน แต่มาถึงนี่แล้ว ก็ต้องสู้ต่อไปสิครับ ฮ่าๆๆ


เมฆเยอะมากกก

Checkpoint 2 : อาคารเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากเดินออกมาตรงทางออกวัดพระแก้วแล้ว (ทางออกหลักเลยเน้อ) ก็ข้ามถนนทำตัวประหนึ่งเป็นไกด์ให้คนญี่ปุ่น (ที่จริงวิ่งพร้อมเขาเพราะกลัวโดนชนครับ ฮา) วิ่งข้ามถนนมา แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆเลยครับ ไปทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันนี้ก็บังเอิญอีกแล้ว คือตอนแรกคิดว่าจะไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ระหว่างทางเห็นตึกสีเหลืองตรงข้ามศาลฎีกา (คนละฝั่งของสนามหลวงนะ) ตอนแรกเดินผ่านไปแล้ว แต่พี่หน้าประตูพูดเสียงดังเลย (สงสัยเห็นสะพายกล้อง) บอกว่าเชิญชมก่อนได้นะครับ ถ่ายรูปได้ครับ ก็เลย เอาก็เอา น่าสนใจดีเหมือนกัน (ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าตึกอะไร ฮ่าๆๆ) ต้องถอดรองเท้าก่อนนะครับ แล้วก็เข้าไปถึง ลงทะเบียนชื่อแค่น้ัน เดินชมได้เลย

ภายในตัวอาคาร (มีแอร์นะ)

ตัวตึกแบ่งเป็นสองส่วนนะผมว่า ส่วนแรกคือขวามือจากที่เข้าไปเลย เป็นที่ขายของที่ระลึก และชมวีดีทัศน์ให้ฟีลนั่งชิลๆ มีโต๊ะให้นั่งเป็นโต๊ะกลม แล้วก็มีเปิดวีดีทัศน์อยู่

ห้องด้านขวามือ

ส่วนทางขวามือเป็นนิทรรศการของรัชกาลที่ 5 ครับ ผมไม่มั่นใจนะว่าต้องเดินดูจากฝั่งไหน แต่ผมไปเริ่มจากฝั่งไกลประตูก่อน (อ้อลืมบอกไป ที่นี่ติดแอร์ครับ เข้ามานั่งพักร้อนก่อนได้ สบายมาก) ก็เดินมาเรื่อยๆก็จะมีอารมณ์เป็นโมเดลตึกที่ทรงให้สร้าง

ทางรถไฟแห่งแรก

พระราชกรณียกิจ อาทิเช่นเรื่องการไฟฟ้า รถยนต์ และโทรศัพท์ (น่าสนใจดีนะครับ ผมว่าเขาจัดสวยดีมากเลย แม้จะสู้นิทรรศน์ไม่ได้ แต่ก็โอเคเลย มี interaction ให้ยกหูโทรศัพท์สมัยโบราณเพื่อให้ฟังเฉลยว่าโทรศัพท์ครั้งแรกมีเมื่อไหร่ อะไรแบบนี้ ภาพก็สวย)

โทรศัพท์รุ่นแรก

จากนั้น ก็มีเรื่องเลิกทาสด้วยครับ (อันนี้ใช้เทคนิกแบบเดียวกับที่นิทรรศน์เลย แต่เจ๋งดีนะ) ระหว่างทางก็ถ่ายรูปตามสะดวกเลยเน้อ ฉากสวยครับ

Checkpoint 3 : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

หลังจากออกมาแล้ว (ออกมาพี่ที่ต้อนรับยังกุลีกุจอมาขอบคุณเลยครับ น่ารักมาก) ก็เดินตรงยาวไปตามทางเดินที่ตั้งใจแหละครับ ก็ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ตรงต่อไปนิดเดียวซ้ายมือก็จะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว อันนี้ก็เดินตรงเข้าไป แล้วก็ไปทางซ้ายมือก่อนนะครับเพื่อซื้อตั๋ว (ที่จริงนักเรียนนักศึกษามันฟรีนะ แต่ผมไม่มั่นใจ ขี้เกียจถาม เลยจ่ายไปเลย คนไทย 30 บาท ฝรั่งต่างชาติ 200 ครับ) เสร็จก็เดินเข้าไปครับ (อ้อ ที่นี่ห้ามถ่ายรูปและวีดีโอใดๆทั้งสิ้นนะครับ)

อยากจะ review ที่นี่สักนิดนึง คือมันให้ฟีลแบบเรียน ม ต้นของผมมากๆเลยละครับ รู้สึกว่า เอาหนังสือเรียนลอกมาแล้วมาปะเลยทีเดียว (หรือหนังสือเรียนไปลอกที่นี่มาก็ไม่รู้นะ ฮ่าๆๆ) คือเนื้อหาค่อนข้างละเอียดมาก เริ่มตั้งแต่มีประเทศไทยมาเลย (คุ้นๆไหมครับ ทฤษฎีที่บอกว่าเรามาจากอัลไต มาจากเสฉวน อะไรแบบนี้ไงครับ ^^) แล้วก็เริ่มไปเรื่อยๆเป็นทวารวดี สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ (อย่างละเอียดมาก) คือระหว่างทางก็จะมีเนื้อหาเยอะมากครับ แล้วก็มีภาพให้ดูบ้าง แต่ที่ผมแนะนำคือของเก่านี่แหละครับ ที่นี่เป็นที่ที่ของแท้หลายอย่างมาเก็บไว้เยอะมากจริงๆ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเข้ามาดูแล้วก็อยากให้แวะชมของตามตู้เยอะๆหน่อยครับ (อย่าว่าผมนะ แต่รายละเอียดที่เป็นตัวหนังสือมันเยอะไป) ที่มีบุญได้เห็นมาจริงๆก็อย่างเช่น หนังสือจินดามณี หลักศิลาจารึก (อันนี้สุดยอดมาก) และคันไถของแท้ที่รัชกาลที่ 5 ใช้ในพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือจะเป็นของกำนัลที่เราเคยเรียนว่าโปรตุเกส หรือพระนางเจ้าวิคตอเรียส่งมาเป็นบรรณาการนั่นเองครับ เห็นของแท้จริงๆก็คราวนี้แหละ แหะๆ

พิพิธภัณฑ์ทางเดินเป็นเส้นตรงนะครับ (หมายถึงกำหนดทางเดินฟิก) เพราะมันไล่ timeline ของกำเนิดไทยเลย ระหว่างทางก็มีพัดลมให้ครับ (ลูกทุ่งมาก คือไม่มีแอร์) และก็บางปุ่มที่กดแล้วมีเสียงอะไรแบบนี้มันเสียนะครับ ก็อย่าได้ใส่ใจไป ฮ่าๆ (เยอะอยู่เหมือนกันนะ แต่อาจขาดงบแก้ไขมั้ง) โดยรวมแล้วคุณภาพการจัดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ให้ฟีลขลังอยู่เหมือนกัน เน้นดูของเก่าเอาครับ :D

อ้อออ มีเรื่องที่แปลกมากอีกเรื่องนึงที่นี่ คือผู้เข้าชมส่วนมากเป็นฝรั่งกับญี่ปุ่นครับ (นี่มัน National Musuem ไม่ใช่หรอฟะ) มีคนไทยบ้างแต่เป็นเด็กอารมณ์ ม.ต้น มาหาข้อมูลทำรายงานหมดเลยครับ พกสมุดกันมาคนละเล่ม แล้วก็มานั่งจดยิกๆ (เพราะไม่ให้ถ่ายรูปกัน) น่ารักดีเหมือนกัน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่า แบบนี้อนาคตต่อไปอย่าพูดเลยเวลามีฝรั่งมาพูดถึงบ้านเรา ว่าประวัติศาสตร์ไทย คนไทยรู้ดีสุด คือต่างชาติยังสนใจประวัติศาสตร์เรามากกว่าพวกเราเลยนะ

ปลายพิพิธภัณฑ์จะมาจบที่ผลิตภัณฑ์จากสวนจิตรลดาครับ (ก็คือรัชกาลที่ 9 ของเรานั่นเอง) ที่จริงผมคิดว่ามันก็เป็นหัวข้อเดียวกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์นะ (ในส่วนหลังๆที่เลยอยุธยาไปแล้ว) แต่ที่นี่ค่อนข้างขาดงบ และนำเสนอไม่ได้น่าสนใจเท่า ก็ต้องเข้าใจครับ ว่าคนเข้ามันน้อยจริงๆ

Checkpoint 4: วัดราชนัดดา และโลหะปราสาท

ถนนราชดำเนินหน้าโลหะปราสาท

หลังจากดูเสร็จแล้ว ก็ออกมาซื้อน้ำเป๊ปป้าด้านหน้าซี่ให้ชื่นใจหน่อย ฮ่าๆ ใส่แก้ว 15 บาท แล้วก็เดินทางสู่สถานที่ที่สี่ คือวัดราชนัดดาและโลหะปราสาทครับ ผมใช้แท็กซี่นะเส้นนี้ เพราะเดินท่าจะไมไหว ไกลอยู่เหมือนกัน ก็คือต้องอ้อมไปทางป้อมพระอาทิตย์ (ที่จริงอยากจะแวะด้วย แต่เวลาไม่อำนวย) เลาะไปออกทางบางลำภู แล้วก็ถึงครับ

โลหะปราสาท

มาถึงก็ถ่ายรูปตรงลานที่ประทับด้านหน้าเล็กน้อย แล้วก็เดินเข้าไปข้างในวัดเลาะไปขึ้นโลหะปราสาทครับผม

นิทรรศการโลหะปราสาท

สิ่งที่น่าตกใจก็คือ นอกจากที่นี่จะมีให้ชมตัวอาคารแล้ว ด้านล่างยังจัดเป็นนิทรรศการย่อยๆด้วย!! (เดี๋ยวนี้ทันสมัยจริงๆ) และก็ไม่ใช่ย่อยๆนะครับ สวยเหมือนกัน

เต๋าหลักธรรม

ก็มีตั้งแต่วีดีทัศน์แนะนำ (อ้อ ก่อนเข้าชมต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกเลยเน้อ) มีแผนภาพประกอบการอธิบายโครงสร้างปราสาท พิมพ์เขียว

พิมพ์เขียว

หรือมีทันสมัยกระทั่งแบบ  interaction เลยนะ (ชอบมาก ก็มี ตีระฆังเลือกหลักธรรมให้อธิบาย กับ หมุนนาฬิกาแล้วจะเป็นภาพโลหะปราสาทตั้งแต่ยุคเดิม ถ้าเราหมุนให้มันไปข้างหน้าก็จะเห็นว่ามีการต่อเติมอะไรมากขึ้น เจ๋งมากๆ) พอชมส่วนนิทรรศการเสร็จ ก็เดินบันไดวนขึ้นด้านบนเพื่อไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุครับ

โลหะปราสาทด้านบน

ระหว่างทางเดินขึ้นบันไดวันก็จะมีจุดหยุดพักเป็นชั้นๆไป ซึ่งแต่ละชั้นก็อาจจะมีต่างกัน เช่น ชั้นสองจะมีพระพุทธรูปรวมถึงหนังสือธรรมะและเบาะให้นั่งอ่านดู ซึ่งเดินขึ้นไปเรื่อยๆก็อาจจะไปเจอกับยอดปราสาทอันข้างๆ (ผมไม่รู้เขาเรียกอะไร มันมีชื่อแต่ละชั้นนะครับ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา)

บันไดวน

แต่สุดท้ายแล้วก็จะออกไปที่ยอดด้านบน ก็คือที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ นมัสการเสร็จ ณ จุดจุดนี้จะเห็นวิวเมืองจากด้านบนพอสมควร ลมเย็นตีตลอดครับ

พระบรมสารีริกธาตุ

(ไม่รู้ผมเปลี่ยวรึเปล่า หรือท้องฟ้าเย็นๆวันนี้มันมีเมฆมากด้วย มันเลยดูแบบมองดูจากมุมสูงแล้วเป็นเมืองเหงาๆเหมือนกัน แล้วก็แถบพระนครเก่านี้ไม่ค่อยมีตึกสูงด้วย เห็นแต่วัดกับหลังคาสังกะสี แล้วก็ถนน มันเลยให้ฟีลแบบอ้างว้างหน่อยๆ)

มองจากหน้าต่าง

ความรู้สึกที่มีต่อที่นี่คือค่อนข้างเปลี่ยวและวังเวงนะ ผมรู้สึกว่าศักดิ์สิทธ์แต่น่ากลัวเหมือนกัน ซึ่งเข้าใจได้ว่าอาจเป็นเพราะคนมานมัสการน้อยมากกก (นับคนได้ ประมาณ 6 คน ที่เจอกันตลอดขึ้นลง ผมกระแดะมาคนเดียวด้วยไง ฮ่าๆๆ) แล้วก็ด้วยบรรยากาศของตัวปราสาทแล้ว (บันไดวน แล้วก็แต่ละชั้นก็ลองจินตนาการแบบปราสาทหินพนมรุ้งนะครับ แบบ มันเป็นบล็อกๆ พอเดินได้คนเดียว แคบๆ แล้วมองไปทางไหนก็เจอแต่พระพุทธรูป) แถมไม่มีคนดูแล ก็เลยคิดว่า เหมาะกับการมาตอนกลางวันมากกว่านะ (เย็นๆก็เปิดนะ แค่ว่าต้องเปิดไฟแต่ละชั้นเอง o_O) แต่ผมก็คาดว่าอาจมาใหม่กลางคืนสักวัน เพราะอยากเห็นวิวกรุงเทพกลางคืนเหมือนกัน

Checkpoint 5: ภูเขาทอง

หลังจากลงมาแล้วก็เดินออกทางเก่าครับ ข้ามถนนเล็กๆไปตรงป้อมพระกาฬ จากตรงนั้นผมมองเห็นภูเขาทองนะ แต่ไม่รู้เดินเข้าไปยังไง ก็เลยคลำทางอยู่พอสมควร ระหว่างทางก็เดินไปด้านหลังป้อม ได้ไปเจอคนแต่งตัวสกปรกๆนั่งกับแมวเหมียวตัวนี้ ตอนแรกกะว่าดูท่าที ถ้าไม่ดีจะวิ่ง แต่เขาไม่ได้ทำอะไรครับ ก็เลยลองผิวปากเรียกแมวดู

แมวเหมียวว

แมวน่ารักมากเลยนะ มันเดินมาแล้วก็เอาหัวไถขาแบบไม่กลัวเลย ฮ่าๆ นั่งเล่นกับมันสิบกว่านาที ถ่ายรูปไปหลายรูปลืม เวลาไปเลย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เออต้องไปภูเขาทองต่อนิหว่า – -’ ก็เลยเดินต่อ

ถนนด้านหลังป้อมพระกาฬ

ออกมาข้ามสะพานตรงคลองตรงนั้นแล้วก็เดินตรงยาวเข้าไปเลยก็จะเจออยู่ซ้ายมือครับ

เดินไปเรื่อยๆอยู่ซ้ายมือ

ยอมรับว่าครั้งแรกไม่ได้คิดว่าจะเป็นแบบนี้ ก็คือทางขึ้นมันมีต้นไม้ขึ้นเยอะมากกก ก็เลยตกใจ แต่เขาทำทางขึ้นโอเคเลยนะ ลองคิดดูมันจะคล้ายๆทางขึ้นดอยสุเทพ เพียงแต่ขั้นบันไดชันน้อยกว่า คนสูงอายุก็เดินได้ง่าย (แต่ไม่มีกระเช้านะเออ)

ระฆังระหว่างทาง

ก็ระหว่างทางเดินขึ้นไปก็จะมีระฆังให้ตีบ้างเป็นระยะ พร้อมแรงผลักดันให้เดินต่อเป็นวิวเมืองที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

นกน้อย

ระหว่างทางก็เจอเรื่องประหลาดอีกแล้วครับ คือมีนกไปอาบน้ำในถังสระบัว ก็เลยแอบถ่ายมาให้ดูได้รูปนึง ฮ่าๆ (แปลกนะ คือผมมองผ่านไปตอนแรก แล้วก็เห็นหัวไอ้เจ้าตัวนี้โผล่มา แบบงง – -”) สุดท้ายก็ถึงจุดพักตรงด้านบนนี้ครับ

ถึงจุดพักด้านบนแล้ว

ส่วนข้างบนนี้ก็จะมีพระพุทธรูปให้บูชาบ้าง และมีตู้บริจาคบ้างครับ มีพระท่านเทศน์กับให้พรอยู่ด้วยนะ ตรงกลางถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอพระบรมสารีริกธาตุให้นมัสการเหมือนกัน ก็เลยไปนั่งอธิษฐานมาหนึ่งรอบ ตอนนี้ก็เจอคุณลุงท่านนึงมาคนเดียวมั้ง ยื่นมือถือให้ถ่ายรูปให้หน่อย ก็ช่วยเหลือกันไป  (ชั้นนี้มีของที่ระลึกกับน้ำและไอศกรีมขายด้วยเน้อ เผื่อเดินขึ้นมาเหนื่อยๆ)

เอ้ออออ ลืมไปเลย ระหว่างทางขึ้นเจอเรื่องสุดซึ้งมาด้วยครับ คือผมเจอคุณลุงคนนึงเดินกับคุณป้าคนนึงตอนระหว่างทางที่เดินขึ้นมาแล้ว เห็นสองคนนี้จูงมือกันเดินมาเลย ทีนี้ตรงจุดพักด้านบนมันมีที่ให้นั่งพักใช่ไหมครับ ผมถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินผ่านก็เห็นคู่นี้นั่งอยู่พอดี (เพิ่งมานั่งนะ สงสัยเพิ่งเดินมาถึง) คุณป้าก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้คุณลุง ซึ้งมากกก คือ เล่าแบบนี้มันไม่ซึ้ง แต่ต้องมาเจอจริงๆครับ คือแบบพูดไม่ถูกเลย คนแก่งกเงิ่นๆสองคนมาดูแลกัน แล้วก็มากันเอง (ไม่รู้ลูกหลานไปไหน) สุดยอดมาก

ภูเขาทองของแท้ :)

อ้ะ กลับมาเรื่องของเราต่อ หลังจากเสร็จธุระแล้วก็ขึ้นไปด้านบนอีกชั้นนึงครับ ชั้นนี้คือบนสุดแล้ว เห็นวิวเมืองชัดมากกก

วิวจากจุดบนสุด

คนเยอะพอสมควรเหมือนกัน ก็นมัสการเจดีย์ (ที่สร้างครอบพระบรมสารีริกธาตุไว้อีกที) อ้ออออ ตรงระเบียงของชั้นบนสุดจะมีกล้องส่องทางไกลบริการให้ฟรีด้วยนะครับ มันส่องได้ไกลมากกกจริงๆ คือมองจากที่นั่นไปเห็นแท็กซี่กำลังขึ้นทางด่วนดินแดงพระรามเก้าเลย สุดยอด ฮ่าๆ ก็นั่งแช่อยู่ตรงนั้นนานเหมือนกันครับ อยากถ่ายรูป แต่ก็กล้าๆกลัว ไม่อยากรบกวนคนอื่น สรุปก็เลยถ่ายแต่รูปคนอื่นมาแทน ฮ่าๆ แล้วก็ได้สั่นฆ้องไปรอบนึง

ท้องฟ้าเศร้าๆเนอะ

เสร็จแล้วก็เดินลงมาครับ กลับลงมาทางเดิม แต่ทีนี้ก่อนลงมาถึงชั้นล่างมันจะมีทางแยก (ตอนแรกตอนขึ้นก็น่าจะเห็นนะ) คือไปนมัสการหลวงพ่อโต ผมก็เลยตัดสินใจลงไปทางนี้แทนครับ

ฆ้องด้านล่าง

ก็ลงมามีฆ้องให้สั่นอีกหนึ่งรอบนะ ก็สั่นก่อน แล้วก็ถอดรองเท้า เข้าไปนมัสการด้านใน แล้วก็ตัดสินใจเล่นเซียมซี

เซียมซีหมายเลข 11

ได้เบอร์ 11 ครับ (เผื่อใครจะเอาไปแทงหวยฮ่าๆๆๆๆ) ก็ดีเหมือนกันนะ เสร็จแล้วก็ออกไปไหว้พระด้านหน้าอีกรอบครับ

ไหว้พระก่อนกลับ

รู้สึกดีมากเลยนะ ตอนเข้าวัดเนี่ย หรือเพราะบรรยากาศมันเงียบไม่รู้ มันรู้สึกสงบ แล้วก็สบายใจมากเลยครับ เห็นคนที่มาไหว้พระก็มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใสนะ ใครบ้านไม่ได้ไกลมากก็น่าสนใจมาเยี่ยมนมัสการเหมือนกันเน้อ ;) )

Checkpoint 6: นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

หลังจากลงมาจากภูเขาทองแล้ว ตอนแรกไม่รู้ทางเลย เลยเรียกสามล้อไปวัดราชนัดดาใหม่อีกรอบ (เพราะเริ่มเย็นแล้ว) แต่สรุปว่าเดินไปแปปเดียวก็จะไปออกที่เก่าแล้วครับ – -”  เสียไปฟรี 30 บาท ตอนแรกก็กะจะไปเพื่อดูวิวเมืองชั้นบนสุด เพราะคราวที่แล้วมาดึกไปไม่ได้ดู แต่ปรากฏว่านิทรรศน์รอบปกติเริ่มหกโมงเลย ซึ่งเลยเวลาผมไปแล้ว แต่เขาเสนอมาว่ามีห้องเปิดใหม่ครับ (เพิ่งเปิดเองนะ สองห้อง) ก็เลยตัดสินใจจะดู รอบเริ่มที่ 5 โมงตรง เป็นคนละเส้นทางกับห้องเก่่าเลยนะ ต้องไปเป็นคณะเท่านั้นด้วย เดินย้อนกลับมาไม่ได้ด้วย (อ้ออออ ลืมบอกไป นิทรรศน์รัตนโกสินทร์อยู่ข้างวัดราชนัดดากับโลหะปราสาทเลยนะครับ เลยออกมาทางด้านติดกับถนนราชดำเนิน นักศึกษา นักเรียนเข้าชมฟรี ส่วนบุคคลทั่วไปไม่มั่นใจเน้อ ลองเช็คข้อมูลได้ที่นี่เลยครับ http://www.nitasrattanakosin.com/)

คราวที่แล้วที่มานับว่าประทับใจที่นี่มากกก คือจัดได้สวยงามและลงตัวมากๆ มี interaction กับงานด้วย ไม่ได้มาดูๆอย่างเดียว (ไอเดียการดีไซน์แต่ละห้อง คอนเซ็ปท์ และตัวตึกสุดยอดจริงๆ) แต่เพิ่งมารู้จากพี่พนักงานทีหลังครับว่าชมห้องสองห้องหลังที่เพิ่งสร้าง ใช้เวลาสองชั่วโมงเท่าห้องชุดแรกทั้งหมดเลย ก็เลยกลัวว่าจะไม่ทัน (ไปดูหนังกับที่บ้าน) พี่เขาเลยบอกว่า ให้ดูห้องนึงไปก่อนแล้วออกมาครับ (ไม่บอกนะว่าข้างในเป็นยังไง เพราะผมว่าจะดีกว่าถ้าไปเจอเลย เอาว่ามันดีมากๆๆทุกอย่างเลยแล้วกัน ที่นี่แนะนำมาก แบบไปกันให้ได้นะ) จนดูจบไปห้องนึงแล้วก็ออกมาตอนหกโมงครับ ก่อนออกก็แวะซื้อน้ำจาก True Coffee ที่ด้านล่างนิดนึง บรรยากาศดีมากนะ ใครมาอ่านหนังสือก็มาได้ แล้วก็ได้ออกมาเรียกรถสามล้อกลับไปที่เมอร์รี่คิงส์

ส่งท้าย

ก็หมดลงไปแล้วกับทริปสั้นๆวันนี้ ที่พกกระเป๋าตังค์ มือถือ กล้อง G10 หูฟัง (ซึ่งไม่ได้ฟังเพลงเลย ถอดออกแต่แรกตอนลงรถเมล์) ไปเดินเอางงๆ นับว่าก็ได้ความประทับใจมากอยู่เหมือนกัน ระหว่างตอนกลับลงจากรถสามล้อเจอฝรั่งมาถามทางด้วย ว่าไปสะพานพุทธยังไง ไอ้ผมก็เดินทางแบบมั่วๆไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก เลยกะใช้ iPhone map ช่วย แต่ลนมากไม่รู้ทำยังไงดี (เขาบอกว่าอยากเดินไปด้วย) สุดท้ายก็ต้องโทรไปถามแม่ว่าไปยังไงจากตรงนั้น พอบอกเขาแล้วรีบขอบคุณใหญ่เลยครับ เป็นความรู้สึกที่ดีมากนะ ได้ช่วยต่างชาติเนี่ย :) )

ก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากแล้วเกี่ยวกับทริปนี้ ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงก็คงเปลี่ยวๆดีไปอีกแบบ แต่ก็ประทับใจในหลายอย่างนะ คืออยู่แถวนี้มา 19 ปี เพ่ิงได้มาเยี่ยมชมหรือรู้ว่ามีอะไรน่าไปบ้างแถวนี้ ทั้งๆที่บางที่นั่งรถผ่านทุกวันยังไม่ได้เคยเข้าเลย คนก็น้อยมากบางที่ที่ไป ทำให้รู้สึกว่าบางทีเราวัตถุนิยมมากไปนะ (คืออย่าว่างี้เลยครับ ผมอะแหละตัวดี เหอๆ) แต่พอบางทีมาฉุกคิดได้ตอนอยู่ในวัดสงบๆ มันก็ดีต่อจิตใจเหมือนกันนะ รู้สึกดีมากๆเลย บางที่เห็นฝรั่งมาเดินเยอะมาก ต่างชาติมาเดินเยอะมาก ก็เสียดายแทน คนไทยไม่ต้องจ่ายด้วยซ้ำบางที่อะ แต่ก็เลือกไปเดินห้างอะไรกันมากกว่า (ก็เข้าใจนะ แต่ถ้าบางทีแวะไปเข้าวัดหรือดูตามพิพิธภัณฑ์อะไรแบบนี้บ้าง มันก็จรรโลงใจไปอีกแบบ) เสียดายแทนของดีๆที่อยู่ใกล้ตัวที่ไม่เคยได้สัมผัสกัน ^^”

ยังไงก็แล้วแต่ ทริปวันนี้ก็จบลงไปแล้ว ขอบคุณทุกคนมากๆนะที่เข้ามาเยี่ยมเยียนอ่านกัน แค่คลิกเข้ามาก็ดีใจแล้ว จะดีใจกว่าถ้ามีคนไปเที่ยวมาบ้างแล้วมาบอกเล่าสู่กันฟังว่าเป็นยังไง เผื่อผมจะไปเที่ยวบ้าง ใครอ่านแล้วอะไรยังไง สงสัยรายละเอียดหรือยังไง หรืออยากคุยกันก็ติดต่อมาได้ทาง twitter @LifeAddicts นะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ตามอ่านมาครับบบ ^^





[My] 2011 Oscar Predictions

February 25, 2011 - 4 Responses

สวัสดีครับบบ หลังจากที่ได้ทำสรุป “หนังแห่งปี” ไปสามอย่างแล้วอันได้แก่ หนังประทับใจ 5 เรื่องที่ฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2010, หนังประทับใจ 5 เรื่องที่ได้ดูในรูปแบบ DVD ในปี  2010, สุดท้ายคือหนังประทับใจ 5 เรื่องที่เป็นหนังเอเชียที่ได้ดูในปี 2010 ทั้งหมดไปแล้ว ก็ไม่พ้นที่จะต้องมาเขียนสิ่งที่อยากจะเขียนมากกว่าที่กล่าวไปด้านต้นทั้งหมดอย่าง 2011 Oscars Prediction คาดเดาผลรางวัล Oscar นั่นเองครับ วิ้ววววววว

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าก่อนที่จะไล่เขียนไปตาม category ก็อยากจะมาไล่ภาพยนตร์ที่ดูไปแล้วและได้เข้าชิงเอาไว้ก่อนครับ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการอ่าน post นี้ เพราะในบาง category ก็อาจดูมาไม่ครบนะครับ แต่หลักๆเช็คแล้วครบแน่นอน ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้ดูและเข้าชิง Academy Awards (Oscars ครั้งที่ 83 หรือประจำปี 2011) เรียงตามลำดับตัวอักษรได้แก่

  1. 127 Hours
  2. Alice in Wonderland
  3. Animal Kingdom
  4. Biutiful
  5. Black Swan
  6. Blue Valentine
  7. Fighter, The
  8. Harry Potter and the Deathly Hallows Part I
  9. Hereafter
  10. How to Train Your Dragons
  11. Inception
  12. Io sono l’amore (I Am Love)
  13. Kids Are All Right, The
  14. King’s Speech, The
  15. Kynodontas (Dogtooth)
  16. L’illusionniste (The Illusionist)
  17. Rabbit Hole
  18. Salt
  19. Social Network, The
  20. Town, The
  21. Toy Story 3
  22. Tron Legacy
  23. True Grit
  24. Unstoppable
  25. Winter’s Bone
  26. Wolfman

และหนังที่เข้าชิง Short Film 2 เรื่องได้แก่

  1. Day and Night
  2. Madagascar, carnet de voyage (Madagascar, a Journey Diary)

บางเรื่องผมมี review ใน tumblr ไว้แล้ว ลองคลิกเข้าไปดูตามชื่อเรื่องได้เลยนะครับผม (ที่จริงรีวิวหมดแล้ว แต่ทำใน App Flixster ของ Facebook อ่าครับ เพิ่งมาเขียนบล็อกยาวไม่นานมานี้เอง ฮ่าๆๆ – -”)

ทีนี้ ลองมาดูแต่ละสาขากันได้เลยครับ

[UPDATED - 28/2/11 ประกาศผลรางวัลแล้วนะครับ ผมจะไฮไลท์สีแดงที่ผู้ชนะครับผม]

====================================================================

Best Picture

  1. Black Swan
  2. The Fighter
  3. Inception
  4. The Kids Are All Right
  5. The King’s Speech (ชนะ)
  6. 127 Hours
  7. The Social Network
  8. Toy Story 3
  9. True Grit
  10. Winter’s Bone

คาดว่าได้รางวัล : The King’s Speech (ชนะ)
ม้ามืด : The Social Network (+สมควรชนะ)
ผมเชียร์
: The Social Network

แม้ The Social Network จะโด่งนำมาแต่ทีแรก กวาดรางวัลมาหลายสถาบันและเสียงชมจากหลายที่ แต่หลังจาก SAG จัดประกาศรางวัลให้กับ The King’s Speech ก็เหมือนจะทำให้กระแสลมเปลี่ยนไปเอาการเหมือนกัน (ว่ากันว่า SAG แม่นมากสำหรับ Oscar) ส่วนตัวผมมองว่า The King’s Speech ดูค่อนข้างเป็นหนังดี (ให้อะไรกับคนดู) มากเกือบที่สุดในปีนี้ รวมถึงเป็นเรื่องราวราชวงศ์อังกฤษ ที่ดูท่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจกรรมการ Oscar มาแต่ไหนแต่ไร รวมถึงเรื่องว่าด้วยมิตรภาพ มีฉากกอดกันน้ำตาซึมเพลงบรรเลงกระหึ่มละก็ ก็ไม่แปลกที่  Academy ผู้ทรงคุณวุฒิ (และวัยวุฒิด้วยรึเปล่า) จะให้ The King’s Speech ไป แม้ผมจะคิดว่าส่วนตัวหนังที่องค์ประกอบดีที่สุดคือ The Social Network มากกว่า เพราะในหลายๆอย่าง ตั้งแต่การตัดต่อ การนำเสนอมุมมองใหม่ๆ บท ดารานำ เพลงประกอบ องค์ประกอบโดยรวมถ้ามองในแง่การสร้างออกมาเป็นหนัง (ดูกระบวนการสร้างด้วย) เชียร์ให้เป็น Best Picture มากกว่าครับ (ส่วน True Grit นี่มาหลังๆ เงียบๆ แต่ผมว่าถ้าสองเรื่องนี้หลุด แม้โอกาสจะยากมาก True Grit พร้อมเสียบแน่นอน) (ส่วนตัวผมชอบ The Social Network > True Grit > The King’s Speech ซะอีก)

เรียงลำดับ Best Picture ตามความชอบผมนะครับ The Social Network > True Grit > The Kids Are All Right > 127 Hours = Inception > The King’s Speech > Black Swan > Toy Story 3 > The Fighter > Winter’s Bone ครับผม

—————————————————————————————————————

Actor in a Leading Role

  1. Javier Bardem (Biutiful)
  2. Jeff Bridges (True Grit)
  3. Jesse Eisenberg (The Social Network)
  4. Colin Firth (The King’s Speech) (ชนะ)
  5. James Franco (127 Hours)

คาดว่าได้รางวัล : Colin Firth (ชนะ)
ม้ามืด : James Franco/Javier Bardem
ผมเชียร์ : Jesse Eisenberg

ปีนี้เป็นปีที่ประหลาดเพราะดารานำชายค่อนข้างฟาดงวงฟาดงาแย่งชิงตำแหน่งกันได้อย่างสมศักดิ์ศรีเหลือเกิน แม้เรื่องของ The King’s Speech จะเอื้อประโยชน์แก่การให้ Colin Firth มากมายในการแสดง (ผมเข้าไปดูแค่ The King’s Speech ก็ค่อนข้างชัวร์นะว่าเขาได้แน่นอน เพราะบทให้มาก เล่นมีบทอารมณ์นิดหน่อย แต่บทที่เอื้อหลักๆเลยคือพูดติดอ่างนี่แหละ มันเลยได้เปรียบในแง่ที่ว่าได้บทดี มีชัยไปกว่าครึ่ง) แต่ส่วนตัวผมว่าการแสดงของปีนี้อยากจะให้ตกเป็นของไม่ Javier ก็ James มากกว่าครับ

ส่วนที่เหลือได้คนที่น่าจะมาเสียบบทนี้แทนได้ก็ได้แก่ James Franco ในบทนักปีนเขาที่เค้นอารมณ์ทรมานออกมาได้สุดๆ หรือ Javier Bardem ในเรื่อง Biutiful มากกว่า, ส่วน Jesse นั้นผมว่าเขาเป็นดาราหน้าใหม่ที่น่าสนใจและมาทางนี้ได้ดีมาก แต่ความเก๋าและความสามารถที่ต้องดึงออกมาในการแสดงสู้ที่เหลือไม่ได้, ส่วน Jeff Bridges ได้ปีีที่แล้วไปแล้วใน Crazy Heart ไม่น่าจะได้ซ้ำสองครับ

—————————————————————————————————————

Actor in a Supporting Role

  1. Christian Bale (The Fighter) (ชนะ)
  2. John Hawkes (Winter’s Bone)
  3. Jeremy Renner (The Town)
  4. Mark Ruffalo (The Kids Are All Right)
  5. Geoffrey Rush (The King’s Speech)

คาดว่าได้รางวัล : Christian Bale (ชนะ)
ม้ามืด : Geoffrey Rush
ผมเชียร์ : John Hawkes

พูดตรงๆอีกเช่นกันว่าถ้าปีนี้เป็นปีที่ดารานำชายฟาดงวงฟาดงาแย่งชิงรางวัลกัน ก็เป็นปีที่ผมดูจะไม่ปลื้มดาราในสาขานี้เท่าไหร่ อันเนื่องมาจากว่า Christian Bale ที่เล่นซะเหมือน Dicky Eklund จนน่ากลัวใน The Fighter นั้น กลับไม่ได้บิวท์ให้ผมสงสารหรือเชียร์เขาเลยแม้แต่น้อย (ผมว่าเขาบิวท์ไม่ขึ้นนะ ส่วนตัว) ส่วน Jeremy Renner นั้นเล่นได้น่าหมั่นไส้มาก แต่บทไม่ส่งให้ไปมากกว่านั้นเหมือนกัน (ตั้งแต่ The Hurt Locker ละ) รวมถึง Mark Ruffalo ที่ผมว่าแค่เข้าชิงก็น่าจะภูมิใจแล้ว (บทมันไม่ได้ออกขนาดนั้นน่ะครับ) แต่คนที่น่ากลัวจะมาแย่งรางวัลนี้กลับเป็น Geoffrey Rush จาก The King’s Speech ที่อาจจะเป็นโปรโมชั่นแถมแพ็คคู่ นำชายสมทบชายของ Oscar มากกว่า (ส่วนตัวผมว่าเขาเล่นได้ในระดับนึง แต่มันก็ไม่ได้ดีมากขนาดนั้น) ผมเชียร์ John Hawkes จาก Winter’s Bone ครับ แม้คาดว่ามันจะไม่มีทางก็ตาม (เขาได้เล่นดิบและจริงใจดี ผมว่า)

—————————————————————————————————————

Actress in a Leading Role

  1. Annette Bening (The Kids Are All Right)
  2. Nicole Kidman (Rabbit Hole)
  3. Jennifer Lawrence (Winter’s Bone)
  4. Natalie Portman (Black Swan) (ชนะ)
  5. Michelle Williams (Blue Valentine)

คาดว่าได้รางวัล : Natalie Portman (ชนะ)
ม้ามืด : Annette Bening
ผมเชียร์ : Annette Bening

ไม่ว่าจะเป็นสาขาไหนๆในการแสดงนำหญิงก็ล้วนทำให้เราเพลินเพลินใจกับทุกๆผู้เข้าชิงอยู่แล้ว โดยพื้นฐานอยู่ตรงที่ว่าตัวละครหญิงนั้นได้อารมณ์เวลาบีบคั้นออกมา หรือมีฉากที่เน้นให้แสดงทางด้านอารมณ์มากกว่าเพศชาย (พื้นฐานปกติทั่วไป) แต่ในครั้งนี้ เหมือน Colin Firth แหละครับ เราก็มีข้อได้เปรียบทางการแสดงที่ทำให้ผมคิดว่า Natalie Portman ซึ่งได้เล่นบทที่ได้แสดงออกทางอารมณ์สูงที่สุด (หลายแบบ และแต่ละแบบนี้เค้นอารมณ์ออกมาทั้งนั้น รวมถึงโชว์พลังซ้อมบัลเล่ต์ในหลายฉากด้วย) ส่วนตัวเลือกที่เหลือทุกคนก็นับว่าได้สุดยอดพอกัน แต่ที่ผมชอบมากที่สุดคือ Annette Bening จากบทคุณแม่ทอมบอยในเรื่อง The Kids Are All Right ที่ดูจบแล้วยกให้เป็นดาราหญิงอีกคนในดวงใจเลย (ขึ้นหิ้งไปพร้อมกับป้า Helen Mirren, Meryl Streep)

—————————————————————————————————————

Actress in a Supporting Role

  1. Amy Adams (The Fighter)
  2. Helena Bonham Carter (The King’s Speech)
  3. Melissa Leo (The Fighter) (ชนะ)
  4. Hailee Steinfeld (True Grit)
  5. Jacki Weaver (Animal Kingdom)

คาดว่าได้รางวัล : Helena Bonham Carter
ม้ามืด : Melissa Leo (ชนะ) / Hailee Steinfeld
ผมเชียร์ : Hailee Steinfeld

สำหรับสาขาที่เป็นที่น่าลุ้นมากที่สุดสาขาหนึ่งของการประกาศรางวัลออสการ์คงไม่พ้นสาขานี้ เพราะมีชื่อเสียงเหลือเกินในการประกาศรางวัลให้กับดาราหน้าใหม่ ถ้ายังจำได้ปีที่แล้วก็คือ Mo’Nique จาก Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire นั่นเอง (เล่นได้ชนะเลิศของปีนี้ทุกคนครับ ทำเอาขนลุก ผมว่าเข้าชิงนำหญิงปีนี้ก็ยังชนะถ้าแข่งกันตรงๆแล้ว การแสดงน่ากลัวมากก) ดังนั้น ปีนี้คนที่น่าจะมาเสียบตรงนี้ถ้าใช้ตรรกะแบบเดิมมากที่สุดก็คือสาวน้อยปากจัดแต่ใจสู้ Hailee Steinfeld จาก True Grit นั่นเอง

หลายคนอาจถามว่า แล้วทำไมไม่เลือก Melissa Leo ทั้งๆที่หลายรางวัลหลายสถาบันต่างเชิดชูเธอและให้รางวัลในสาขานี้ไปแล้ว ผมกลับมองว่าการแสดงของเธอนั้นไม่ค่อยบิวท์ได้อีกตามเคย และติดจะล้นไปนิดๆด้วยซ้ำ รวมถึงข่าวซุบซิบเรื่องการไปออกรูปโฆษณาโปรโมทตัวเองในแคมแปญ For Your Consideration ที่กำลังมีข่าวไม่ดีอยู่ตอนนี้ (ประมาณว่าเธอมั่นใจในตัวเองมากไปน่ะครับ) ประกอบกับถ้าปีนี้ The King’s Speech มาแรงจริง การที่ Helena ได้รางวัลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย (ผมชอบการแสดงของเธอมากกว่า Leo อีกค่อนข้างมาก) ส่วน Jacki Weaver, Amy Adams เล่นได้ยอดเยี่ยม แต่ยังแพ้เต็งๆที่ว่ามาเหล่านี้ครับ

—————————————————————————————————————

Animated Feature Film

  1. How to Train Your Dragon
  2. L’illusionniste (The Illusionist)
  3. Toy Story 3 (ชนะ)

คาดว่าได้รางวัล : Toy Story 3 (ชนะ)
ม้ามืด : ไม่มี
ผมเชียร์ : How to Train Your Dragon

ผมว่านี่คือหนึ่งในสาขาที่เป็นเอกฉันท์มากที่สุดของการประกาศผลรางวัลในครั้งนี้ เพราะว่านี่เป็นทั้ง Animation ที่เด็กดูสนุก และผู้ใหญ่ประทับใจ รวมถึงได้รับการชื่นชมจากแต่ละคนแต่ละสถาบันต่างๆนาๆ ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นแม้จะดีทั้งหมดทั้งสามเรื่อง (ลองหามาดูครับ) ผมชอบ How to Train Your Dragon มากสุด เพราะมันได้อารมณ์ 3 มิติ IMAX ที่ตอนนั้นไปดูมามาก (น้องๆ Avatar เลยทีเดียว) ส่วนThe Illusionist มาเงียบไปหน่อย และคู่แข่งค่อนข้างชื่อเสียงเรียงนามดังกว่ามากครับ

—————————————————————————————————————

Art Direction

  1. Alice in Wonderland (ชนะ)
  2. Harry Potter and the Deathly Hallows Part I
  3. Inception
  4. The King’s Speech
  5. True Grit

คาดว่าได้รางวัล : Alice in Wonderland (ชนะ)
ม้ามืด : The King’s Speech
ผมเชียร์ : Alice in Wonderland

สาขานี้พูดคร่าวๆก็คือ ปกติผู้กำกับจะเป็นคนกำกับทิศทางหนังโดยรวมว่าจะดำเนินไปอย่างไร  แต่หน้าที่เบื้องหลังที่เป็นคนถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของภาพ การกระตุ้นอารมณ์ วางคอนเซ็ปท์ของการถ่ายออกมานั้นเน้น Art Director มากกว่า สำหรับปีนี้ สาขาที่ผมว่าจัดจ้านมากสุดคือ Alice in Wonderland ที่แปลงจินตนาการของ Tim Burton ออกมาได้บรรเจิดอย่างงี้ (แอบคิดว่า Inception ก็มีลุ้น แต่คงไม่น่ารอด) สุดท้ายคือ The King’s Speech ที่ดีไม่ดีแวะมางาบรางวัลเล่นไปสอยตัวนึงแบบเนียนๆ (ในฐานะได้รางวัลเด่นมาเยอะแล้ว ขอรางวัลเบาๆบ้าง)

—————————————————————————————————————

Cinematography

  1. Black Swan
  2. Inception (ชนะ)
  3. The King’s Speech
  4. The Social Network
  5. True Grit

คาดว่าได้รางวัล : True Grit
(Inception ชนะ)
ม้ามืด : The Social Network
ผมเชียร์ : ทั้งสองเรื่องนี้ (เรื่องไหนได้ก็ดีใจ)

แรกเริ่มมาผมคิดว่าคงจะเป็น The Social Network แน่นอน จากการถ่ายภาพแต่ละฉาก รวมถึงการจัดมุมมองแต่ละภาพที่ดูมีสไตล์และเจ๋งมาก แต่หลังจากได้ดู True Grit แล้วก็พบว่าหนังคาวบอยเรื่องนี้มาแรงกว่ามาก เพราะฉากภูมิทัศน์ทางตะวันตกๆมันดูได้เปรียบเหลือเกิน และการถ่ายทำฉากภูเขาและการวางองค์ประกอบแต่ละฉากนี่เจ๋งมากจริงๆครับ

—————————————————————————————————————

Costume Design

  1. Alice in Wonderland (ชนะ)
  2. Io sono l’amore (I Am Love)
  3. The King’s Speech
  4. The Tempest (ยังไม่ได้ดู)
  5. True Grit

คาดว่าได้รางวัล : Alice in Wonderland (ชนะ)
ม้ามืด : อาจเป็น The King’s Speech
ผมเชียร์ : Io sono l’amore (I Am Love)

เรื่องนี้ไม่คงต้องอธิบายว่าเพราะอะไร ดูจากชุดในรูปก็พอเดาได้ เพราะชุดของตัวละครต่างๆใน Alice and Wonderland นั้นล้วนออกแบบมาได้น่าประหลาดใจ แต่ก็สวย และโดดเด่น เพื่อเติมเต็มจินตนาการของ Tim Burton (ที่หลุดโลกพอกัน) แต่ส่วนงานที่ผมชอบมากคือ I Am Love เพราะชุดมันช่างราวกับออกมาจาก Fashion Show เมืองมิลานของอิตาลีแท้ๆอย่างใดอย่างนั้น คือมันไม่ได้เครื่องตกแต่งเยอะหรืออะไร แต่สวยแบบมีสไตล์ แบบเอาไปเดินบท catwalk ได้แบบไม่อายใครน่ะครับ (ปล. จากรัศมีอันเจิดจรัสของ The King’s Speech ทำให้อาจมีเอี่ยวมาคาบไปได้ง่ายๆ)

—————————————————————————————————————

Directing

  1. Black Swan (Darren Aronofsky)
  2. The Fighter (David O’ Russell)
  3. The King’s Speech (Tom Hooper) (ชนะ)
  4. The Social Network (David Fincher)
  5. True Grit (Joel and Ethan Coen)

คาดว่าได้รางวัล : Tom Hooper (ชนะ)
ม้ามืด : David Fincher (+สมควรชนะ)
ผมเชียร์ : David Fincher

เป็นอีกเรื่องที่ค่อนข้างมาแรงและเป็นที่ถกเถียงกันมากกับสาขาหนึ่งในสาขาที่เป็นเกียรติมากที่สุดของงานนี้ แรกเริ่ม The Social Network ตียาวๆชนะมาอย่างสบายๆ รวมถึงได้ Golden Globes มากอดด้วย แต่ก็อีกเช่นกัน (เหมือน Best Picture) เมื่อ DGA ตกลงยกให้ Tom Hooper ไป (ถ้าผมจำไม่ผิดอ่านข่าวจาก twitter พี่ @Jediyuth มีข่าวตอนนั้นว่า Fincher เดินออกจากงานทันทีหลังประกาศผล Hooper ได้) ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า The King’s Speech เป็นหนังที่ดีในแง่ให้แรงบันดาลใจและอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่สามารถเทียบกับ The Social Network ที่งานกำกับโดยรวมเนี้ยบและดีกว่ามากๆได้เลยครับ แต่ DGA  มีสถิติตรง Oscar อย่างน่่ากลัว เพราะฉะนั้นก็คงต้องยกให้ Hooper ไป แต่ถ้า Fincher ได้นี่ผมจะสะใจมากจริงๆ

—————————————————————————————————————

Documentary Feature
Documentary Short Subject

N/A

—————————————————————————————————————

Film Editing

  1. Black Swan
  2. The Fighter
  3. The King’s Speech
  4. 127 Hours
  5. The Social Network (ชนะ)

คาดว่าได้รางวัล : The Social Network (ชนะ)
ม้ามืด : The King’s Speech
ผมเชียร์ : The Social Network (+สมควรชนะ)

นี่เป็นสาขาที่ควรค่ากับภาพยนตร์เรื่องนี้รองลงมาจาก Adapted Screenplay เลยทีเดียว ด้วยการถ่ายทำแบบตัดไปตัดมาระหว่างฉากพิจารณาในหรือตกลงกันบนโต๊ะเจรจา และการดำเนินของเรื่องที่ทั้งรวดเร็ว น่าสนใจ และตรึงเราให้อยู่กับหนังได้ตลอดในเวลาเดียวกัน (การตัดต่อทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมาก เน้นจังหวะอารมณ์เดียวกันเชื่อมฉากอดีต กับการเล่าเรื่องระหว่างการไกล่เกลี่ย ออกมาอารมณ์ไหลลื่นมาก) ทำให้เรื่องเป็นหนังที่คู่ควรกับรางวัลนี้อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม อีกเช่นเคยที่ The King’s Speech อาจ “เลยเถิด” ถึงขนาดมาชิงรางวัลนี้ไป (ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็หมดศรัทธาเลยละครับ)

—————————————————————————————————————

Foreign Language Film

  1. Biutiful (Mexico)
  2. Kynodontas (Dogtooth) (Greece)
  3. In a Better World (Denmark) (ยังไม่ได้ดู) (ชนะ)
  4. Incendies (Canada) (ยังไม่ได้ดู)
  5. Outside the Law (Algeria) (ยังไม่ได้ดู)

คาดว่าได้รางวัล : In a Better World (ชนะ)
ม้ามืด : Biutiful
ผมเชียร์ : ไม่มี

เป็นสาขาที่พูดอะไรมากไม่ได้จริงๆเพราะยังไม่ได้ดูเลยส่วนมาก ดูไปแค่ Biutiful กับ Dogtooth ผมเดารางวัลนี้ตาม Golden Globes ด้วยแล้วกันครับ ส่วนถ้า Biutiful จะได้นี่ก็ต้องขอบคุณ Javier Bardem งามๆหลายๆที เพราะเป็นสาเหตุหลักของรางวัลแน่นอน (Dogtooth หนังมันแรงไปนะผมว่า บวกกับประเด็นที่จะสื่อมันไม่ชัดเจนมากพอ หรือเด่นพอในเวทีรางวัลนี้) ส่วนที่เลือก In a Better World นี่ใส่ลอกตามมาจาก Golden Globes น่ะครับ ฮ่าๆๆ

—————————————————————————————————————

Makeup

N/A (ดูแค่ Wolfman เรื่องเดียว แต่ก็แต่งหน้าดีนะครับเรื่องนั้น – -)

—————————————————————————————————————

Music (Original Score)

  1. How to Train Your Dragon
  2. Inception
  3. The King’s Speech
  4. 127 Hours
  5. The Social Network (ชนะ)

คาดว่าได้รางวัล : The Social Network (ชนะ)
ม้ามืด : เรื่องอื่นทั้งหมด
ผมเชียร์ : (รักพี่เสียดายน้องมาก) The Social Network

(สาขาเพลงบรรเลง คือเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีเท่านั้น) เป็นสาขาที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเลือกยากมากขนาดนี้ เพราะทุกเพลง ทุกเรื่อง เป็นเพลงประกอบที่ได้ใจและประทับใจทุกเรื่องจริงๆ ตั้งแต่เพลง This is Berk ของ How to Train Your Dragon ที่เพราะมาก และบิวท์ความอลังการกับฉากเปิดเรื่องได้มากจริงๆ, ผ่าง ผ่าง อันแสนติดหูของ Inception ฝีมือ Hans Zimmer ตัวพ่อด้านบรรเลง score  มาเอง, เพลงเน้นให้อารมณ์งานพิธีอังกฤษหรูหราฟู่ฟ่าจากเรื่อง The King’s Speech, เพลงบรรเลงบิวท์อารมณ์เบาๆแต่บาดลึกๆ (ยิ่งถ้าเป็น soundtrack จะผสมเสียง Dido ไปด้วยนะ อื้อหือ) ของ 127 Hours, และสุดท้ายเพลงอิเล็กโทรนิกส์แต่เบาๆ ออกแนวผู้ดีๆ ของ Trent Reznor และ Atticus Ross เพลงเบื้องหลัง The Social Network ที่ดีกรีรางวัลถึง Golden Globes และอื่นๆอีกหลายที่ เป็นอะไรที่เลือกยากมาก แต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆก็อยากเทให้ The Social Network ครับ

—————————————————————————————————————

Music (Original Song)

  1. Country Strong (Coming Home) (ยังไม่ได้ดู)
  2. Tangled (I See the Light) (ยังไม่ได้ดู)
  3. 127 Hours (If I Rise)
  4. Toy Story 3 (We Belong Together) (ชนะ)

คาดว่าได้รางวัล : Toy Story 3 (ชนะ)
ม้ามืด : Tangled
ผมเชียร์ : Coutry Strong

(เพลงที่มีการขับร้อง) เป็นสาขาที่ผมไม่ค่อยอยากตัดสิน เพราะดูหนังยังไม่ครบ แต่อยากใส่มาให้ครบ เอาจริงๆคือคาดว่าเนื่องจาก Toy Story 3 น่าจะได้ Oscar ในสาขารองๆเพิ่มกลับบ้านไปปลอบใจให้นอนกอดในสต๊อกซะหน่อย (ใช้หลักการนี้กับ animation อีกเรื่องอย่าง Tangled ด้วย) แต่ส่วนตัวผมลองฟังทั้งหมด (คือฟังเพลงจาก youtube นะครับ แต่ยังไม่ได้ดู context หนัง) ผมชอบ Country Strong มากที่สุดครับ เพลงมันกระชากอารมณ์ได้ใจ รวมถึงเนื้อเพลงก็แอบซึ้งด้วย ฮ่าๆ

—————————————————————————————————————

Short Film (Animated)

N/A (ดูแค่สองเรื่องแต่ผมดูจากแนวแล้วรางวัลน่าจะให้หนังที่คนได้ดูเยอะกว่า ก็น่าจะเป็น Day & Night ที่ใช้เปิด Toy Story 3 นะครับ)

—————————————————————————————————————

Short Film (Live Action)

N/A

—————————————————————————————————————

Sound Editing

  1. Inception (ชนะ)
  2. Toy Story 3
  3. Tron Legacy
  4. True Grit
  5. Unstoppable

คาดว่าได้รางวัล : Inception (ชนะ)
ม้ามืด : ไม่มี
ผมเชียร์ : Inception

(พยายามแยกให้ออกจาก Sound Mixing ซึ่งตอนแรกผมสับสน แต่อ่านความหมายจากที่นี่ ก็พอเข้าใจครับ คืออารมณ์ว่า Sound Editing เป็นการผลิตเสียงต่างๆขึ้นมาใหม่ เพราะปกติแล้วมักไม่ได้ใช้เสียงในเซ็ทถ่ายทำน่ะครับ ส่วน Sound Mixing คือการเอาเสียงที่อัดมาแล้วมาตัดต่อผสมกัน)

คาดว่าหลังจากชวดรางวัลใหญ่ๆมาหลายรายการแล้ว นี่น่าจะเป็นคราวของ Inception ซะทีสำหรับรางวัลว่าด้วยการตัดต่อเสียงในแต่ละชั้นความฝัน ได้สภาพแวดล้อมแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเซาะหน้าผา ฝนตกแรง หรือเสียงลมหิมะ ทำออกมาได้ค่อนข้างดีและสมจริงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ตัวเลือกอื่นๆ ค่อนข้างดูด้อยไปเลย (ใกล้เคียงสุดก็ True Grit กับเสียงสภาพแวดล้อมตอนเดินป่าหรือเสียงกีบเท้าม้าให้ฟีลแบบคาวบอยๆน่ะครับ)

—————————————————————————————————————

Sound Mixing

  1. Inception (ชนะ)
  2. The King’s Speech
  3. Salt
  4. The Social Network
  5. True Grit

คาดว่าได้รางวัล : Inception (ชนะ)
ม้ามืด : The Social Network
ผมเชียร์ : The Social Network

สำหรับ Sound Mixing ซึ่งปกติแล้วก็จะเป็นของคู่กันกับ Sound Editing อยู่แล้ว และสำหรับหนังฟอร์มยักษ์ที่น่าจะได้รางวัลหลายๆเรื่องอย่าง Inception ก็คงน่าจะได้ไปครองและเหมาะสมกับภาพรวมมากที่สุด (แม้ว่าส่วนตัวผมว่าถ้านึกย้อนกลับไปดูหนังแล้วไม่โดดเด่นเท่า The Social Network เลย (ฉากที่โดดเด่นที่จะเอามาเทียบได้ดีที่สุดคือฉากในผับ บาร์ หรือคลับ ที่ balance เสียงของการพูดคุยกับเพลงพื้นหลังได้ดี ตั้งแต่ฉากแรกเป็นต้น รวมทั้งการกะจังหวะเพลงประกอบ dialogue ที่ดูจะลื่นกว่าเยอะ)

—————————————————————————————————————

Visual Effects

  1. Alice in Wonderland
  2. Harry Potter and the Deathly Hallows Part I
  3. Hereafter
  4. Inception (ชนะ)
  5. Iron Man 2 (ยังไม่ได้ดู)

คาดว่าได้รางวัล : Inception (ชนะ)
ม้ามืด : ไม่มี
ผมเชียร์ : Inception

สาขานี้คงเป็นเอกฉันท์สำหรับคนที่ได้ดู เพราะนอกจากงานเสียงจะมาเต็มแล้ว คิดว่างานภาพก็คงไม่แพ้กัน เพราะ Inception ยังจะพาเราตะลุยมิติทั้งมีฉากยิงกันหูดับตับไหม้ เมืองพลิก บันไดวน (paradox) กระจกแตก รถตก ยังมีฝันถล่ม อันเน้นงานการทำลายล้างเต็มไปด้วย visual effects อันตระการตาเป็นอย่างดี ไม่เชื่อลองเปิด trailer ดูทาง Youtube  เลยแล้วก็จะเห็นด้วยว่าทั้งนำเสนอเต็มที่ และเยอะจริงๆ (ส่วน Alice in Wonderland ผมว่าหนังมันลูกครึ่งๆ ให้รางวัลไม่สะดวก, HP7 ก็มีดี แต่เกรงจะสู้พลัง Inception ซึ่งคนดูก็คงสงสาร Nolan จากการไม่ได้เข้าชิง Director มากพอแล้วไม่ไหว, Hereafter ดีมาก แต่มาฉากเดียว คือฉากสีนามิอันแรก) ส่วน Iron Man 2 ผมยังไม่ได้ดูเลยวิจารณ์ไม่ได้ครับ

—————————————————————————————————————

Writing (Adapted Screenplay)

  1. 127 Hours
  2. The Social Network (ชนะ)
  3. Toy Story 3
  4. True Grit
  5. Winter’s Bone

คาดว่าได้รางวัล : The Social Network (ชนะ)
ม้ามืด : True Grit
ผมเชียร์ : The Social Network

เป็นอีกสาขาที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร่ เนื่องจากทุกสถานที่ และทุกสถาบันตกลงปลงใจยกรางวัลนี้ให้ Aaron Sorkin ไปซะหมดแล้ว จากงานเขียนของเขาที่ได้ข่าวมาว่าต่างจากหนังสืออย่างสิ้นเชิง (แล้วมัน adapted มายังไงฟะ) โดยหนังสือ (พี่ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” จาก pantip บอกมา) ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่หนังนี่เด่นตั้งแต่ dialogue ฉากเปิดเรื่องที่เป็นจุดเด่นดึงความสนใจไปเลยทีเดียว เพราะรวดเร็ว ฉับไว และมีชั้นเชิง ฉลาด มีไหวพริบมาก (Jesse Eisenberg ถึงกับบอกเลยว่าอ่านบทแล้ว เล่นตามตัวละครของ Aaron Sorkin เลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีอิทธิพลด้านดีเป็นอย่างมากกับหนังเรื่องนี้) ส่วนถ้าเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดจริงๆ (ผมจะเลิกนับถือสถาบันนี้เลย จริงๆนะ – -) คนที่สมควรได้มากสุดก็คงจะเป็น True Grit ของสองพี่น้องโคเอน ซึ่งได้ข่าวว่าทำออกมาเป็นหนังได้น่าสนใจกว่าหนังสือหลายเท่าตัวเช่นกัน (จริงๆดูแล้วเนื้อเรื่องก็ไม่น่ามีอะไรมาก แต่หนังมันค่อนข้างสนุกมาก และบทสนทนาแจ่มมาก น้องๆ The Social Network เลยทีเดียว)

—————————————————————————————————————

Writing (Original Screenplay)

  1. Another Year (ยังไม่ได้ดู)
  2. The Fighter
  3. Inception
  4. The Kids Are All Right
  5. The King’s Speech (ชนะ)

คาดว่าได้รางวัล : The King’s Speech (ชนะ)
ม้ามืด : Inception
ผมเชียร์ : Inception

ไม่ใช่ว่า The King’s Speech เป็นหนังที่ไม่ดีหรืออย่างไร แต่ผมกลับมองว่าระหว่างที่ดูนั้น ผมไม่ได้ฉุกคิดในความดีความงามของมันเลย (ต่างจาก The Social Network ที่ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ) ซึ่งถ้าจะได้ ผมว่าอิทธิพลคงมาจากตัวหนังเองเป็นแน่แท้ (หมายถึงรัศมีหนังโดยรวมๆอะครับ) ส่วน Inception ผมค่อนข้างชอบตั้งแต่ไอเดียหลักของบทว่าด้วยเรื่องความฝัน และความคิดตั้งแต่แรกแล้ว (Quote ที่ Cobb พูดถึง Idea ว่าเป็น parasite ที่น่ากลัวที่สุด) ดังนั้นถ้าเป็นผมผมจะให้ Inception ครับ แต่เนื่องจากผมไม่ได้สมัคร และแม้สมัครก็คงไม่ได้เป็นสมาชิกของ Academy ดังนั้น ผมว่า The King’s Speech น่าจะเอาไปนอนกอดได้อย่างง่ายๆครับ ฮ่่าๆๆๆๆ

====================================================================

นี่ก็ครบหมดแล้วสำหรับ การคาดเดาผล Oscar ครั้งที่ 83 ของผมครับผม (ทำเป็นครั้งแรกด้วยนะ แต่เน้นว่าหาอ่านข่าวจากปีก่อนๆเอา แล้วก็ตามข่าวหลักก็จาก twitter พี่ @Jediyuth แล้วก็หนังสือนิตยสาร Bioscope มาตลอดนี่แหละครัับ) ก็หวังว่าจะตรงไม่มากก็น้อย และมีพลิกล็อคให้ได้รางวัลที่ผมหวังบ้างไม่มากก็น้อยครับ ประกาศผล Oscar วันจันทร์ที่จะถึงนี้ (28 Feb 2011) ในบ้านเราเวลา 8 โมงครึ่งครับผม (น่าจะมีถ่ายทอดสดนะไม่แน่ใจ) สำหรับวันนี้ก็ขอลาไปก่อน ใครมีอะไรติชมหรืออยากคุยอยากคอมเมนท์ ถ้าไม่โพสท์ทิ้งไว้ในนี้ ก็ลองมาคุยผ่าน twitter @LifeAddicts ได้เลยครับผม ขอบคุณที่สละเวลาอ่านนะคร้าบบบ :D

Update 28/2/11

ก็วันนี้ก็ประกาศผลออสการ์กันไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเหล่าผู้ชนะทั้งหลายด้วย (และชื่นชมผู้แพ้ทั้งหลาย ที่ทำหนังดีๆมาให้เราชมกััน) จาก ผลการทาย 19 สาขาด้านบน ทายผิดไป 2 ครับ คือ

1.) Cinematography ทายว่า True Grit จะได้ แต่ Inception ได้ไป – ผมว่า Inception ก็เจ๋งนะครับ แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่า True Grit น่าจะเหมาะกับรางวัลมากกว่าจริงๆ (เสียดายแทน Deakins มีข้อมูลมาจากพี่ที่รู้จักว่าเขาจัดแสงได้เทพมาก ไม่น่าพลาดเลย) ปีนี้ True Grit เลยกลับบ้านมือเปล่าเลย ทั้งๆที่เข้าชิงตั้ง 10 สาขา – -”

2.) Actress in a supporting role ทายว่า Helena Bonham Carter จะได้ แต่ Melissa Leo ได้ไป – ก็แสดงว่าข่าวหนาหูเรื่อง For Your Consideration แคมเปญที่ออกจะดูมั่นใจจ๋าเกินเหตุนั้นไม่กระทบกระเทือนเสียงส่วนใหญ่ Academy แต่อย่างไร แต่ถึงยังไงถ้าให้ผมเลือก ผมก็อยากให้คนอื่นที่ไม่ใช่ Melissa Leo ครับ เพราะตัวเลือกอื่นๆถ้านับแล้วผมคิดว่าก็ไม่ได้แพ้กันเท่าไหร่เองนะ (สำหรับผมนะ ฮ่าๆๆ)

แต่ที่ผิดหวังที่สุดคือที่เชียร์ไว้ (เชียร์เฉยๆไม่ได้ทำนาย) อย่าง The Social Network ที่พลาดรางวัลใหญ่ๆอย่าง Best Picture หรือ Director ไป ผมว่าน่าเสียดายมาก เพราะผมก็ยังหัวแข็งยืนยันอยู่แหละครับ ว่ามันเป็นหนังที่ดีที่สุดของปีจริงๆ (รวมถึงเป็นการประดิษฐ์หรือนำเสนอมุมมองใหม่ๆให้กับ Hollywood ด้วย) เสียดาย คณะกรรมการอาจคิดว่ามันใหม่ไป หรือชอบเดินตามรอยสูตรชนะ Oscar ตามเคย (หนังเก่า ราชวงศ์อังกฤษ ดูแล้วประทับใจ ซึ้ง) แต่ The King’s Speech ก็เป็นหนังดีอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาดนะครับ

ยังไงก็ขอบคุณมากครับที่เข้ามาอ่านกัน ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้านะคร้าบ (ผมรีวิวหนังอยู่ตลอดที่บล็อกอีกบล็อกนึงนะครับ http://lifeaddictz.tumblr.com หรือติดต่อมาทาง twitter @LifeAddicts ก็ได้ครับผม!!) :D

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.